ลูกคือสิ่งมหัศจรรย์เปลี่ยนชีวิต อุ้ม สิริยากร

ลูกคือสิ่งมหัศจรรย์เปลี่ยนชีวิต อุ้ม สิริยากร
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

หายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงพักใหญ่ๆ สำหรับนักแสดงสาวมากความสามารถ อุ้ม สิริยากร หลังจากที่แต่งงานกับสามีชาวต่างชาติเธอก็ตัดสินใจไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนนานร่วม 3 ปี ล่าสุดเธอได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้งพร้อมกับสามี คริสโตเฟอร์ มาร์ควอร์ท และลูกสาว น้องเมตตา รูธ มาร์ควอร์ท เพื่อมาเปิดตัวหนังสือ หนูจิ๋วกับเจ้าสีรุ้ง และ Life is a Journey ชีวิตคือการเดินทาง ซึ่งจากบทบาทนักแสดงกลายเป็น คุณแม่ เต็มตัวนั้นทีมข่าว Sanook! News จึงถือโอกาสเปิดใจพูดคุยกับเธอในสัปดาห์วันแม่ปีนี้ถึงบทบาทแม่และการเลี้ยงดูลูกสาววัยสองขวบในแบบไทยและแบบฝรั่งที่เธอเล่าไว้อย่างน่าสนใจว่า

"ถ้าอยู่กับแม่ก็เป็นอะไรที่ไทยเลยค่ะ อุ้มจะบอกเขาตลอดเวลาว่าแม่เป็นคนไทยนะ แม่มาจากเมืองไทย อ่านหนังสือไทยกัน และก็ให้เขาดูอะไรต่างๆ ที่เป็นเกี่ยวกับเมืองไทย เพราะว่าเราก็เป็นทางเดียวที่พอจะแนะนำความเป็นไทยให้เขาได้ แต่ที่เหลือก็คือการใช้ชีวิตตามปกติที่โน่นก็ไม่ได้อยากให้ลูกรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นเท่าไหร่ เขามีความอ่อนโยน อ่อนหวาน แต่ก็มีความสมบุกสมบันกล้าแบบเด็กฝรั่ง อย่างอื่นก็ยังบอกได้ไม่ชัดเพราะเขาเพิ่งจะสองขวบ แต่ถ้าในเรื่องอาหารการกินจะชัดพอสมควรนะเขาชอบกินผัดไทย ผีดซีอิ๊ว ข้าวผัด ไข่เจียว เพราะว่าตัวอุ้มเป็นคนทำอาหารไทยให้ทานเองตลอดและตั้งแต่ตอนท้องก็เป็นคนที่ทานอาหารไทยเยอะค่ะ"

เพื่อลูกแม่ยอมเสียสละ

"ลูกคือสิ่งที่อุ้มเชื่อว่าเขาทำให้เรารู้จักการเสียสละได้นะคะ คนทำงานและวันนึงเราต้องไปใช้ชีวิตอีกแบบนึงไปเลย จากงานที่เคยทำ สังคมที่เคยเจอคนที่เยอะแยะมันก็เหลือแค่อยู่กับลูกสองคนและครอบครัว เพราะเราเลือกที่จะเลี้ยงเขาเอง ความรู้สึกของอุ้มการได้เลี้ยงลูกเองเป็นความพิเศษมากๆ ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลาตอนที่เขาเล็กๆ อุ้มรู้สึกว่ามันทีค่ามากๆ เลย เพราะเวลาช่วงวัยปีสองปีแรกเป็นช่วงเวลามากที่เขาจะสร้างความสัมพันธ์ ความมั่นใจ และหลายๆ อย่างในชีวิต มันจะเริ่มต้นที่ปีสองปีแรกนี้ เพราะฉะนั้นการที่ได้อยู่กับลูกตลอด ได้เห็นโม้เท้นท์แรกที่เขาทำ เดินครั้งแรก ยิ้มแรก ร้องเพลงแรก อ่านหนังสือได้ครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกที่ดีใจซึ่งอุ้มเชื่อว่าคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเองจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดีนะ"

ลูกคือสิ่งมหัศจรรย์

"เขาคือสิ่งมหัศจรรย์มากจริงๆ คิดดูสิเคยอยู่ในท้องเรา และออกมาหน้าเป็นอย่างนี้ โตขึ้นมาเป็นคนแบบนี้เอง เขาคือสิ่งมีชีวิตที่ทำอะไรให้เราได้ยิ้มและมีความสุขทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง และก็น่าภูมิใจ แม้การจะเลี้ยงลูกเองเป็นอะไรที่เหนื่อยแต่ลูกก็คือสิ่งที่ทำให้เราหายเหนื่อยได้อุ้มเชื่อว่าแม่ทุกคนเข้าใจความรู้สึกนี้ดีค่ะ"

ลูกเป็นแรงบันดาลใจงานหนังสือที่เรารัก

"คือปกติเป็นคนชอบอ่านหนังสือด้วยกันมาก อุ้มจะจับน้องเมตตานั่งตักและก็เปิดอ่านนั่งดูหนังสือด้วยกัน และก็อ่านตั้งแต่เขายังเล็กไม่กี่เดือนเองและทำมาตลอด และทุกวันนี้เมตตาก็ชอบมานั่งตักแม่อ่านหนังสือประจำ เพราะเขารู้สึกว่าการอ่านหนังสือกับแม่มันเป็นเรื่องอบอุ่นเพราะเขาชอบบรรยากาศแบบนี้และทุกวันนี้เขาก็เริ่มชอบอ่านหนังสือด้วยตัวเองมากขึ้นและจากที่อ่านกลับแม่เขาก็ไปอ่านเอง อุ้มก็เลยรู้สึกว่าการสร้างการปลูกฝังการรักการอ่านเราต้องเริ่มตั้งแต่เล็กๆ มากๆ แล้วสิ่งที่เขาเรียนรู้จากหนังสือก็สำคัญด้วย

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราอ่านหนังสือก็เก็บและคิดไว้ว่าเราควรจะทำยังไงที่จะเหมาะกับลูก ก็เลยออกมาเป็นหนังสือ หนูจิ๋วกับเจ้าสีรุ้ง ที่ยังใกล้ตัวเขา เด็กเล็กๆ เขาจะชอบเรื่องใกล้ตัว แต่ว่าออกไปสำรวจโลกบ้างแต่สุดท้ายกลับไปหาแม่ ไม่ว่าจะเรื่องสัตว์ ธรรมชาติ และหน้าหนังสือที่ทำออกมาจะเห็นว่าเราออกแบบให้มันไม่เท่ากันเพราะว่าเด็กมือเขายังเล็กมากจับยังไม่ค่อยเก่ง เขาจะได้เปิดได้ง่ายขึ้น ทุกอย่างเรามีการออกแบบคิดมาหมดสัตว์ในหนังสือดูเป็นมิตร เด็กตัวตุ๊กตาจะหน้าตาออกมายังไง ให้เขารู้สึกว่านี่ในเป็นเพื่อนเขา และตื่นเต้นมากคือระหว่างที่ทำหนังสือเล่านี้เขาจะช่วยแม่ทำงานมาด้วยตลอดเราก็ให้เขาดูเพื่อจะได้คุ้นเคย"

ถึงคุณแม่ที่อยากให้ลูกรักการอ่าน

"อย่างแรกอุ้มอยากพ่อแม่ถามว่าตัวเองว่ารักการอ่านมั้ย ถ้าพ่อแม่รักการอ่าน ลูกก็ย่อมรักการอ่าน ไม่มีทางหนีไปไหนพ้น นี่เลยเป็นสิ่งที่อุ้มอยากทำหนังสือดีๆ ออกมาให้ หนังสือมันไม่ได้มีชีวิตของตัวเอง มันจะมีชีวิตได้เมื่อพ่อแม่หยิบมาเล่ามาอ่านให้ลูก ความสุขมันอยู่ในบรรยากาศเขาก็ต้องรับรู้ได้ถึงสิ่งนี้ และเขาจะรู้สึกว่าสิ่งนี้มันเป็นเรื่องสนุก มาอ่านหนังสือกันเถอะ บังคับกันไม่ได้หรอกค่ะการอ่านเราจะไปบังคับให้เขาอ่านไม่ได้ นอกเสียจากการทำให้ชินและทำเป็นนิสัย หรือทำให้เกิดขึ้นในบ้าน ทำให้เป็นสิ่งที่ทำกันเป็นประจำด้วยความสนุกสนาน ไม่ใช่ทำกันเป็นความรู้สึกที่ว่าต้องทำ ว้าย!! เราต้องอ่านหนังสือนั่นไม่ใช่ค่ะ แต่ถ้าเรามาอ่านหนังสือกันเถอะสนุกดี และพอเขาโตขึ้นเขาก็จะไปเลือกหนังสือของเขาเอง และเขาก็จะเลือกได้ดีด้วย

สิ่งที่เราปลูกฝังให้เขาตั้งแต่ต้นมันย่อมเป็นเรื่องดี อุ้มแนะนำว่าเราต้องเริ่มตั้งแต่เขาเด็กๆ เลยดีกว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุด บางคนเริ่มตั้งแต่อยู่ในท้องซื้อหนังสือมาอ่านตั้งแต่เขาอยู่ในท้อง และมีการวิจัยออกมาแล้วไม่เหมือนกัน เด็กที่ฟังจากเทป ซีดี วิทยุ ไม่เหมือนกับที่เห็นปากพ่อแม่เป็นคนสร้างเสียง ไม่ต้องร้องเพราะนะคะ ไม่ต้องร้องเพลงเก่งอะไร ร้องเองสมองจะถูกกระตุ้นมากกว่าเปิดให้ฟังจากวิทยุหรือว่ามือถืออะไรก็ตามไม่เหมือนกันค่ะ อุ้มจึงเลือกที่จะใช้วิธีการอ่าน แม้กระทั่งร้องเพลงเราก็ต้องร้องเอง เขาจะเห็นว่าเสียงออกมาจากปากแม่นะ จ้องตากันและลูกก็จะรู้จักการเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะเขาต้องมองปาก เขาต้องมองหน้า คนเป็นนักฟังที่ดีคือคนที่มองหน้าคนพูด เห็นมั้ยคะการอ่านมันสอนหลายอย่างมาก เพราะฉะนั้นถึงได้เน้นทำสิ่งนี้มันอาจจะไม่ได้กำไรอะไรเยอะธุรกิจ การทำหนังสือไม่ใช่ธุรกิจที่กำไรมาก แต่ว่าสำคัญเราถึงทำ"

อุ้ม สิริยากร กับวันวานในวงการบันเทิง

"ก็คิดถึงสิ่งที่เราได้เคยทำเอาไว้ค่ะ คิดถึงบรรยากาศที่เราทำงาน ตอนนี้เราก็คือคนธรรมดาที่มองวงการ แต่ถ้าจะกลับไปทำอีกมั้ยเลี้ยงลูกก็หมดแรงแล้วค่ะวันๆ ลูกยังเล็กมากตอนนี้ แต่ขอบคุณที่แฟนๆ ละครยังคิดถึงกันเจอกันทักทายถามถึงกัน ซึ่งอุ้มมองว่าในกรณีอุ้มที่คนยังจดจำผลงานเราได้มันมาจากหลายส่วนและต้องขอบคุณผู้ใหญ่ อาจิ๋ม (มยุรฉัตร ประสิทธิเวช) ที่เลือกละครให้อุ้มดีมากต่อๆ กัน ช่องสามทำให้อุ้มมีผลงานต่อเนื่องได้มีโอกาสที่ดีๆ ทำให้เราได้ใช้ความสามารถ และทุกผลงานที่เราทำก็ยังทำให้คนจดจำเราได้ก็ดีใจมากๆ ค่ะ"

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!