คิดถึงกันมั้ย! ติ๊ก กัญญารัตน์ ผู้กองยอดรักเวอร์ชั่นสุดพีค

คิดถึงกันมั้ย! ติ๊ก กัญญารัตน์ ผู้กองยอดรักเวอร์ชั่นสุดพีค
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

หลายปีหลังแม้จะไม่ได้เห็นผลงานการแสดงของนางเอกสาวหน้าหวาน 'ติ๊ก กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ' จนเกิดคำถามว่านางเอกคนนี้ไม่เล่นละครแล้วหรือ? เพราะช่วงระยะหลังๆ เธอหันไปชัดเจน

และให้น้ำหนักกับงานพิธีกรรายการ เซย์ไฮ ที่เน้นพาไปตะลุยทุกที่ ตะลุยทุกเรื่องราวในประเทศญี่ปุ่นซะมากกว่า แต่ล่าสุดเมื่อละครที่เธอเคยฝากฝีไม้ลายมือไว้อย่างเรื่อง 'ผู้กองยอดรัก' นำกลับมารีเมคใหม่

ก็เกิดกระแสพูดถึง 'ผู้กองยอดรัก ยอดรักผู้กอง' ในเวอร์ชั่น พ.ศ. 2545 ที่เธอได้แสดงร่วมกับพระเอก 'หนุ่ม ศรราม' ในโลกโซเชียลอย่างล้นหลามกับความคิดถึงความสนุกสนานและตัวละครในเรื่อง

สัปดาห์นี้ทีมข่าว Sanook! News จึงขอเกาะกระแสคว้าตัวเธอมานั่งพูดคุยย้อนวันวานในยุคที่เธอเคยรับบท 'ผู้กองฉวีผ่อง' ให้หายคิดถึง รวมทั้งบทบาทใหม่ 'ผู้จัดป้ายแดง' ที่กว่าจะมาถึงวันนี้ทำเอาเธอน้ำตาตกเลยทีเดียว

2545 ละคร 'ผู้กองยอดรัก ยอดรักผู้กอง' เวอร์ชั่นสุดพีค

เวลากว่า 13 ปีที่ละครเรื่อง ผู้กองยอดรัก ยอดรักผู้กอง ในเวอร์ชั่นปี 2545 จะลาจอไปแต่ในความทรงจำของแฟนละครไม่ว่าจะถูกนำกลับมาสร้างใหม่กี่ครั้งแต่เวอร์ชั่นคู่พระคู่นาง 'หนุ่มติ๊ก' มักจะหยิบยกขึ้นมาพูดเสมอ 

"โอ้โห ต้องขอย้อนไทม์แมชชีนกลับไปก่อนนะว่า 13 ปีแล้ว ช่วงนั้นก็ถือว่าเป็นยุคทองตัวเองนะ แต่ก็มีละครที่เล่นดังกว่านั้นแต่ในยุคที่มาอยู่ช่องสามกับอาร์เอส ช่วงนั้นถือว่าละครเรื่องนี้ดังที่สุด

และฟีคแบ็คช่วงนั้นเยอะมากๆ ตอนนั้นตัวติ๊กถูกวางไว้คือเรื่อง 'มนต์จันทรา' กับ 'ผู้กองยอดรัก ยอดรักผู้กอง' ตอนนั้นเล่นมาสองเรื่องคือถ่าย มนต์จันทรา เสร็จแล้วก็ต่อด้วยผู้กองยอดรัก

ซึ่งก็แปลกมากตรงที่มาร์กี้ก็มาเล่นสองเรื่องนี้ที่ติ๊กเคยเล่นเอาไว้ด้วยเหมือนกัน" เธอเริ่มเล่า

"และมันก็พีคจนทำให้หลายๆ คนคิดว่าเราคงจะไปเป็นผู้กองจริงๆ เพราะอินกับเราในช่วงนั้นมาก มีงานในสายทหารเยอะมาก ทุกอย่างที่เป็นทหารแม้กระทั่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับทหารนั่นนี่หน่วยงานทหาร

ข้าราชการ เพราะเขามีความเชื่อในตัวตนตอนนั้น และก็รู้ว่ามันสนุกกับการทำงาน สนุกกับฟีคแบ็คที่ออกมาแล้วได้รับการยอมรับที่ดี"

ความพีคของละครนำมาสู่การติดยศ 'ผู้กอง'

ความเชื่อและความอินของแฟนละครนอกจากจะส่งผลให้นักแสดงโด่งดังเป็นที่พูดถึงแล้วก็ยังต่อยอดงานต่างๆ มากมายให้กับนักแสดงรวมไปถึง 'นางเอกของเรื่อง' ที่มีการถูกทาบทามจากหน่วยงานทหารให้เธอรับราชการติดยศผู้กอง

"ก็มีทาบทามเข้ามาให้ไปทำงานราชการจะติดยศให้ หนึ่งเป็นผลพวงจากภาพที่เห็นในละคร สองความเชื่อและความศรัทธาในตัวละครตอนนั้นที่เขามั่นใจว่าเราเป็นแบบนั้น สามจากหลักสูตรที่ตัวเองเรียนทางด้าน

การเมืองการปกครองมันเลยสอดคล้องไปทุกอย่างทำให้รู้สึกว่าเราเป็นข้าราชการในเครื่องแบบได้แต่มันไม่ใช่ทางของเรา เราไม่ได้เป็นชีวิตที่ฟิกเราไม่ใช่คนที่ตื่นแปดโมงเช้าเลิกสี่โมงเย็นเพราะมันไม่ใช่ค่ะ"

13 ปีผ่านไปชื่อ 'ผู้กอง' ยังคงถูกเรียกเสมอ

นอกจากเนื้อหาละครที่สร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะให้กับแฟนๆ ละครแล้วก็ยังสร้างความจดจำมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของชื่อตัวละครที่เธอสวมบทบาทและยังถูกเรียกมากระทั่งจนทุกวันนี้

"ตลอดเวลาไม่เรียกตัวละครอื่นเลยค่ะ ซึ่งจริงๆ ก็มีตัวละครมากมายที่ดังในแต่ละช่วงนะคะ แต่เขาอินกับเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าแนวเรื่องที่สนุกสนานคอมเมดี้ที่มันไม่หนักสมองก็เลยทำให้ภาพจำมันเป็นภาพแห่งความสุขเรื่องอื่น

อาจจะเห็นคราบของน้ำตาร้องไห้ เพราะฉะนั้นแฟนๆ ละครส่วนใหญ่จะไม่ค่อยจำและก็ยังเรียกอยู่ เรียกทุกครั้งตั้งแต่เล่นจนเวลาผ่านมา 13 ปีก็ยังถูกเรียกชื่อ ผู้กอง ผู้กองฉวีผ่อง ณ วันนี้ ก็ยังเรียกกันจนบางครั้งก็นึกว่าตัวเองมียศจริงๆ แต่ไม่ได้ปรับขึ้นซะทียังเป็นผู้กองเหมือนเดิมค่ะ"

กระแส 'ความดัง' มาพร้อมความ 'คลั่งไคล้'

ในช่วงเวลาที่ละคร ผู้กองยอดรัก ยอดรักผู้กอง ออกอากาศนอกจากชื่อเสียงความโด่งดังแล้วนั้นก็ยังทำให้เธอเจอกับความคลั่งไคล้ของแฟนละครหลากหลายรูปแบบที่เข้ามากมาย

"เวลาไปงานจะมีเข้ามาทุกรูปแบบค่ะเวลามาหาบางคนเข้ามาก็จะพูดเสียงสั่นๆ มือสั่นๆ บางคนก็ซื้อพวงมาลัยมาให้แล้วก็มาพูดสั่นๆ มาไหว้ (หัวเราะ) บางทีก็ทิ้งของไว้ให้หน้าบ้านตื่นมาเห็น

ก็จะรู้เองว่าคืออะไรยังไง สมัยก่อนของที่แฟนละครให้ก็จะเป็นพวกตุ๊กตา กรอบรูป ดอกไม้ มันก็มีอยู่แค่นี้ เพราะเด็กสมัยก่อนไม่ได้มีเงินทองอู้ฟู้ และผู้ใหญ่ที่โตๆ แล้วก็จะไม่มาตาม ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองมาเร็วไปห้าปี (หัวเราะ)

คือยุคที่ไม่ได้ล้าสมัยและก็ไม่ใช่ยุคที่ทันสมัย ยุคนั้นไม่เหมือนยุคนี้เลยผิดกันมาก ยุคนั้นป้ายไฟจะมีเฉพาะนักร้องนักแสดงไม่ค่อยมีป้ายไฟที่ไปไหนแล้วแบบมีไม่มีเลยด้วยซ้ำก็ถือว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยมันก็ได้เปลี่ยนไป

ยุคติ๊กสมัยนั้นยังเป็นจดหมายส่งเข้าไปที่ค่ายบริษัทแต่สมัยนี้สามารถตอบกลับได้ปุ๊บปั๊บ แต่กระแสในยุคของติ๊กต่อให้ดังแค่ไหนก็อาจจะไม่เท่ากับเด็กยุคนี้ต่อให้เขาไม่ได้เป็นพระนาง ติ๊กก็เลยไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้เขาวัดจากอะไร

วัดจากไหน วัดยังไง แต่ก็ถือว่าเราก็ทำตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมกับโลกใบใหม่พร้อมกับการทำใจยอมรับกับการเติบโตที่เราไม่สามารถย้อนวันวานไปได้ ถ้าวันนั้นมีโซเชียลก็คงดีเราไม่สามารถย้อนไปได้แต่เราทำให้มันดีที่สุด ณ เวลานี้ค่ะ"

'ความคิดถึง' กลายเป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียล

หลังจากที่ละคร ผู้กองยอดรัก นำมากลับรีเมคใหม่ก็เกิดกระแสในโชเชียลที่มีการพูดถึงผู้กองยอดรักเวอร์ชั่น ปี 2545 ซึ่งเสียงที่พูดถึงกันส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางความคิดถึงตัวละครและเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน

"ก็ได้ยินกระแสมาบ้างค่ะ ก็รู้สึกว่าดีใจที่หลายคนคิดถึงเวอร์ชั่นเรา คิดถึงติ๊กมันอาจจะเป็นภาพว่าเราหายไปด้วยก็เลยมีภาพจำในภาพนั้นสำหรับเขาผสมกับความคิดถึงภาพจำเป็นละครที่เราเคยเล่นทำให้คนเลยนึกถึง

ก็ต้องขอบคุณแฟนๆ ละครที่ยังเชื่อและศรัทธาในตัวละคร 'พัน' และก็ 'ผู้กองฉวีผ่อง' ในเวอร์ชั่นของติ๊กที่ได้ถ่ายทอดเอาไว้ แต่มันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียวมีผู้กำกับที่อ่านเกมออก รวมถึงตัวละคร

ที่ล้อมไปทั้งหมดมันสามารถบิ๊วให้เรื่องราวมันมีสีสันและความเชื่อความศรัทธาของตัวละครได้อย่างลงตัว มันก็ทำให้ผสมกันทำให้เรื่องออกมาค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบในความคิดของใครหลายๆ คนที่เขาคิดกัน

แต่ถามว่ามาเปรียบเทียบติ๊กไม่สามารถจะไปบอกได้ว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี เพราะทุกคนต่างมีมุมมองที่ต่างกัน การตีโจทย์ที่ต่างกัน แต่แน่นอนสิ่งที่จะสร้างขึ้นมาก็คือสร้างให้คนดูมีความสุขเหมือนกัน ติ๊กก็เลยไม่ขอเปรียบเทียบ

ของใครเป็นยังไงในฐานะที่ตัวเองก็เป็นนักแสดงด้วยเหมือนกันแต่ถามว่าดีใจมั้ยที่คนคิดถึงและนึกถึงดีใจและขอบคุณ" เธอเล่าไปพร้อมสีหน้าที่มีความสุขก่อนจะเผยต่อว่า

"สำหรับเวอร์ชั่นปัจจุบันมีโอกาสได้ดูบ้างเพราะว่าคนพูดถึงผู้กองในเวอร์ชั่นติ๊กปุ๊บเราก็เลยรู้สึกว่าไหนลองไปดูสิมันคืออะไรอย่างไง ก็ได้แบบไปดูน้องๆ เล่นมาร์กี้เต๋อ และก็หลายๆ คนที่เล่นในเรื่องก็มีบางตัวละครได้เปลี่ยนไป

บางตัวละครก็เพิ่มขึ้นมาใหม่ บางตัวละครก็เพิ่มคาแร็คเตอร์ขึ้นมาอะไรแบบนี้ ซึ่งเขาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยของเขาอันนี้เราก็ขอข้ามไม่คอมเม้นท์ว่ามันคืออะไรยังไง"

ฉากประทับใจใน 'ความทรงจำ'

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแต่ในฐานะนักแสดงเธอนั้นก็ยังมีความทรงจำที่สวยงามกับบางฉากบางซีนที่ย้อนคิดถึงกลับไปก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มและหัวเราะเมื่อนึกถึง

"มันเยอะมากมันมีหลายฉาก คือบางครั้งเราไม่ได้เข้าฉากเราไปยืนดูเขาเล่นเราก็ฮาไปด้วยนะ อาจจะเป็นเพราะว่าตัวเองไม่ได้เล่นฮาแต่ตัวเองต้องเล่นจริงพันก็ต้องเล่นจริง แต่ว่าตัวอื่นๆ ทั้งหมดเล่นฮา

ทำให้รู้สึกว่าเราไปจำของคนอื่นติดภาพคนอื่นซะส่วนใหญ่ แต่โดยรวมภาพส่วนใหญ่มันสมบูรณ์ด้วยตัวของมันเองทั้งหมด แต่ถ้าถามว่าฉากประทับใจของตัวเองบอกเลยว่ามันย้อนนานมาก ฉากที่จดจำจริงๆ

มีหลายซีนเข้าป่าช่วงนั้นก็จะเริ่มเป็นฉากกุ๊กกิ๊กที่ตอนนั้นยังเด็กเล่นแล้วก็เขินหรือฉากแรกๆ ที่โดนหมอดูทักว่าเนื้อคู่จะมาพร้อมดวงดาวเปิดตัวมาชนพระเอกแล้วของตกกลายเป็นรูปดาวที่พื้นคือ

คิดได้ไงคือมุกของผู้กำกับทำให้รู้สึกว่าเมื่อตัดต่ออกมามันน่ารัก มันฮา อย่างเวลาผู้กองอยู่กับพ่อแม่ก็จะเป็นลักษณะขี้อ้อน อาปุ๊ (มนตรี เจนอักษร) ก็จะเล่นไว้เยอะเล่นใหญ่มากทุกฉาก"

'ทำไม่เล่นละคร' คำถามที่ต้องเจอเสมอ

ในยุคและวัยที่เปลี่ยนไปหลายปีหลังจึงไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นตาเธอกับงานแสดงและนี้จึงกลายเป็นคำถามที่เธอต้องเจอและตอบเป็นประจำทำไมไม่เล่นละคร

"เป็นคำถามที่ตอบบ่อยมากเวลาเจอแฟนๆ เมื่อไหร่จะเล่นละคร ยุคของติ๊กนักแสดงก็จะโตกันแล้วเป็นรุ่นแม่กันบ้าง แต่ถามว่าอยากเล่นมั้ยอยากเล่นค่ะ มีคนถามว่าจัดละครทำละครเองไม่เล่นเองหรอไม่ดีกว่าค่ะเพราะติ๊ก

คิดว่าติ๊กไม่อยากให้คนอื่นมาคิดว่าจัดเพื่อส่งให้ตัวเองเล่นเองคงไม่มีคนจ้างเล่นแล้วมั้งคงไม่ใช่ เพราะว่าอย่างที่ผ่านมาต้องเดินทางทุกเดือนถ้าใครตามฟอลโล่อินสตาแกรมก็จะเห็นว่าจะมีการเดินทางตลอดเวลา

ไม่ได้หยุดเลยก็เลยทำให้ไม่มีเวลามารับละครและอีกอย่างก็มีความรู้สึกว่า มันเป็นช่วงของอายุที่ค่อนข้างจะหาบทลำบาก ส่วนใหญ่ตอนนี้โจทย์ที่ได้รับจากสถานีทุกเรื่องจะเป็นเด็ก ฉะนั้นเราจะอยู่ระหว่างไม่เด็ก

ไม่ผู้ใหญ่ และก็ยังถึงขั้นแม่หรือยายขนาดนั้นเรามีความรู้สึกว่าใจเรายังวัยรุ่นได้อยู่ แต่อย่างที่บอกอายุของเด็กสมัยนี้กับเราค่อนข้างจะห่างกัน การที่จะมาแมทซ์รวมกันก็คงจะยาก และบทที่เล่นเป็นพี่มีความรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่เรา

เราเล่นเราก็อยากจะใส่อะไรกับมันเยอะ การกลับมาของติ๊กมีความรู้สึกว่าติ๊กต้องเล่นอะไรที่มันใช่ มันโดนและมันเต็มที่กับมัน แรงก็แรงเลย ดราม่าก็ดราม่าไปเลย คืออย่างน้อยก็ขอเป็นคนดำเนินเรื่องเป็นตัวที่สร้างเรื่องราวทั้งหมด

ติ๊กถึงจะกลับไป ขอกลับไปซักเรื่องแต่ขอกลับไปแบบสวยงามเพื่อให้เป็นภาพจำอีกสักครั้ง จบไปแล้วจำได้ตอนนั้นเล่นหยกลายเมฆเป็นแบบนั้นแบบนี้ก็ยังมีภาพจำให้เขาได้จำหรือจบผู้กองยอดรักที่เป็นคอมเมดี้เรามีความรู้สึกว่าแฟนๆ ละครเขาจดจำ"

จาก 'เบื้องหน้า' สู่ 'เบื้องหลัง'

ลึกลงไปถึงที่มาของบทบาทใหม่ในครั้งนี้ เธอบอกว่า งานแสดงก็ยังรักอยู่ แต่อยากทำสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายด้วย และงานผู้จัดก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

"ก็ทำงานหลากหลายอย่างค่ะ ทำรายการ ทำงานเบื้องหลัง ทำภาพยนตร์ ล่าสุดก็กำลังจะทำละครก็กำลังจะเปิดกล้องเร็วๆ นี้เรื่อง รักพลิกล็อค เป็นละครแนวกุ๊กกิ๊กคอมเมดี้ ที่ได้น้องๆ เด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่ น่ารักได้มาเล่นละครเรื่องนี้ค่ะ"

'น้ำตาตก' กว่าจะได้มาซึ่งงาน 'ผู้จัด'

เป็นที่รู้กันว่าช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมาแม้เธอจะทุ่มเทให้กับงานพิธีกรรายการเซย์ไฮแต่งานผู้จัดก็เป็นอีกบทบาทที่เธอตั้งใจและพยายามเสนอบทให้ช่องแต่เมื่อถูกตีกลับก็ทำให้บางครั้งเกิดความท้อแท้น้ำตาตกถึงขั้นเคยจะถอดใจกับงานนี้มาแล้ว

"มันทุกงานมั้งคะ คืองานผู้จัดมันอาจจะเป็นเพราะว่าเป็นเรื่องแรกที่เป็นงานใหม่เป็นงานที่เราไม่คุ้นเคยเพราะฉะนั้นการที่จะหาพล็อตเรื่องที่เวลาจะเอาไปเสนอหรือว่ามองแนวทางเรื่องแล้วยังไม่โดน ยอมรับว่าหลายปีแรกเรามองแนวทาง

ของเรื่องแล้วไปพรีเซ็นท์อาจจะไม่ถูกทาง ซึ่งมองกลับไปเราอาจจะเป็นคนที่พรีเซ็นท์แล้วเป็นคนที่พูดไม่เก่ง พรีเซ็นท์ไม่ถูกไม่เข้าจังหวะพูดแล้วไม่เห็นภาพอาจจะต้องโทษตัวเองแต่บทเรียนเหล่านั้นก็ได้สร้างตัวเองให้ค่อยๆ

แข็งแรงขึ้น ก็ได้รู้สิ่งใดที่เราควรจะต้องจัดออกมาให้ดีที่สุดในการที่เราจะต้องพรีเซ็นท์แม้กระทั่งกับผู้ใหญ่ก็ดีกับงานที่จะออกมาก็ดี หรือสู่สายตาประชาชนเพราะฉะนั้นเราก็ค่อยๆ เริ่มเรียนรู้ กระบวนการของการทำงานเบื้องหลังเกี่ยวกับงานผู้จัด

มาเรื่อยๆ เก็บประสบการณ์เหล่านั้นค่อนข้างพอสมควร เราก็พยายามทำให้ดีที่สุดสะสมประสบการณ์สร้างตัวเองให้แกร่งขึ้นมาก่อน เวลามันก็ช่วยให้เราค่อยๆ เก็บเรื่องราวต่างๆ ให้ดีขึ้นค่ะ" เธอเล่าด้วยสีหน้ามุ่งมั่นตั้งใจก่อนจะเผยว่ารู้สึกดีที่มีนิยามคำเรียกเธอผู้จัดป้ายแดง

"ก็ดีนะ แต่ไม่รู้อีกหน่อยจะเป็นป้ายเหลืองป้ายอะไรหรือเปล่า (หัวเราะ) ก็ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์และเวิร์ดต่างๆ ให้มาไม่ว่าจะเรียกติ๊กเป็น ผู้กอง เป็นเจ้าหญิงบ้าง เจ้าหญิงเซย์ไฮ เป็นผู้จัดป้ายแดง จะเรียกติ๊กอะไรก็ได้แต่ติ๊กเชื่อในชื่อเหล่านั้นและศรัทธาในทุกชื่อที่ทุกคนเรียกค่ะ"

ความคิดถึงและกำลังใจคือ ‘พลังในการสร้างสรรค์ผลงาน'

แม้จะไม่ได้เห็นหน้าในบทบาทนักแสดงแต่เธอก็ได้รับความคิดถึงและกำลังใจจากแฟนละครและแฟนคลับเสมอสิ่งนี้เธอจึงนำมาเป็นพลังในการสร้างผลงานทุกชิ้นที่ได้ทำ

"ก็ขอบคุณสำหรับการติดตามการชื่นชอบความคิดถึงต่างๆ ที่ได้ส่งมาหาติ๊กแม้กระทั่งในอินสตาแกรมหรือโซเชียลต่างๆ หรือบางคนเล่นไม่เป็นส่งกระแสใจ ติ๊กก็ขอบคุณหรือเวลาเจอบางคนก็บอกว่านี่ไงผู้กองของแม่ (หัวเราะ)

แค่นี้เราก็รู้สึกดีใจ ที่ยังจำเราได้แค่นั้นติ๊กก็ขอบคุณแล้วค่ะ และก็สำหรับตัวแฟนคลับเองก็ดีก็ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ให้มากันตลอดและก็ขอบคุณสำหรับการติดตามในงานชิ้นใหม่ๆ ของติ๊ก ติ๊กก็จะพยายามที่จะผลิตงานอะไรที่มันได้สร้างสันได้มีส่วนทำให้คนได้ดูมีความสุขไปด้วยกันค่ะ"

ติดตามSanook! News

ข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่ และร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!