ศาลยกฟ้องอดีตผู้สมัครส.ส.ไทยช่วยไทย

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบุญส่ง หรือ โชติพัฒน์ เชิดชู หรือ สกุลดีเชิดชู อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบสัดส่วน พรรคไทยช่วยไทย จำเลยในความผิด ฐานรู้ว่าเป็นคนไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แต่ยินยอมให้พรรคเสนอชื่อโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จากกรณี เมื่อปี 2547 จำเลยได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคมหาชน ก่อนจะลาออกมาเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทยและได้รับเลือกลงสมัคร ส.ส. แบบบัญชีสัดส่วน ลำดับที่ 4 ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบพบว่า นายบุญส่ง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพียงพรรคเดียวและเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทยไม่ครบ 90 วันตามที่กฎหมายกำหนด ศาลเห็นว่า โจทก์ มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากกฎหมายที่ออกมาที่หลังการกระทำผิดบังคับใช้มิได้ ส่วนจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง คือเป็นสมาชิกพรรคเพียงพรรคเดียวถึงวันที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อไม่ครบ 90 วันหรือไม่ พบว่า โจทก์มีเอกสารจาก กกต. และหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกพรรคว่า จำเลยเป็นสมาชิกไทยช่วยไทย ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. 2547 ต่อมา วันที่ 1 ต.ค. 2547 จำเลยสมัครเป็นสมาชิกพรรคมหาชนและลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมหาชน วันที่ 30 ธ.ค.2547 ทั้งนี้มีผลวันที่ 4 ม.ค.2548 เมื่อนับรวมระยะเวลาที่พ้นจากพรรคมหาชนคือ 30 ธ.ค. 2547- 7 ม.ค.2548 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยสมัครรับเลือกตั้ง จำเลยจึงเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทย ไม่ครบ 90 วัน ขณะที่ จำเลยนำสืบว่าจำเลยเป็นสมาชิกพรรคมหาชนวันที่ 1 ต.ค. และลาออกในวันเดียวกัน แต่ต่อมาวันที่ 4 ต.ค. ได้นำหนังสือลาออกไปให้หัวหน้าพรรคที่ทำการพรรค ซึ่งจำเลยเข้าใจว่า การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.หรือ อย่างน้อยคือ วันที่ 4 ต.ค.2547 จึงไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยช่วยไทย และได้รับเลือกให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบสัดส่วน ลำดับที่ 4 การกระทำของจำเลยเป็นการเข้าใจโดยสุจริตว่า ตนมีคุณสมบัติครบถ้วน พิพากษายกฟ้องผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบัน นายโชติพัฒน์ สกุลดีเชิดชู เป็นหัวหน้าพรรคดำรงไทย กกต. รับรอง และจัดตั้งพรรควันที่ 2 มี.ค. 2549 มีสมาชิกพรรค 5,534 คน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
