นายกฯลุยปรองดองปัดคืนเงินทักษิณ-ขอชุมนุมยึดกม.

นายกฯลุยปรองดองปัดคืนเงินทักษิณ-ขอชุมนุมยึดกม.

นายกฯลุยปรองดองปัดคืนเงินทักษิณ-ขอชุมนุมยึดกม.
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ว่า ยืนยัน ยังไม่เห็นร่างพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติทั้ง 4 ฉบับ และรู้ดีว่า คนที่ได้รับความเจ็บปวดนั้น คงจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นยาก แต่ขอร้องว่าให้เราหันมาให้อภัยกัน ทั้งนี้ เห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่คนมองต่างกัน เวลาหันหน้ามาคุยกันครั้งแรก คงจะไม่ง่ายนัก  ซึ่งผู้ชุมนุม สามารถเขียนร่างปรองดอง ส่งมาให้สภาพิจารณาได้ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเอาเงินคืนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย อย่างแน่นอน เพราะมีการลงมติจากคณะกรรมการทั้ง 35 คณะไปแล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติปรองดองฉบับนี้ ไม่เกี่ยวกับการเงิน สุดท้าย นายกรัฐมนตรี ก็ได้ขอร้องให้ทุกคนเดินหน้าไปข้างหน้าให้อภัยกัน และหยุดความขัดแย้ง เพื่อกลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไปทั้งนี้ ได้ขอให้การชุมนุมต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามประชาธิปไตย และอยู่ในกรอบของกฎหมาย พร้อมแนะให้กลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย รวบรวมข้อคิดเห็นเสนอสู่สภา เพื่อหาทางออกร่วมกันนายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี  ยังกล่าวว่าหลังจากประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก ว่าด้วยเอเชียตะวันออก หรือ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ออน อีสต์ เอเชีย ปี 2012 ได้รับความสนใจและมีเสียงตอบรับจากนักลงทุนต่างประเทศทั่วโลก เพราะการประชุมครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความแข็งแรงของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่ตอบโจทย์ในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลก โดยประเทศในกลุ่มอาเซียน มีความน่าสนใจโดยเฉพาะประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางที่มีความพร้อมในเรื่องของการลงทุนและเป็นเกตเวย์ไปสู่อาเซียนเชื่อมประเทศต่าง ๆ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อภูมิภาคอาเซียน ที่มีทั้งเรื่องของการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง  รถไฟฟ้า นอกจากนี้หลังจากจบการประชุม เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ไปแล้วนั้น ทำให้เห็นได้ชัดว่า ประเทศอาเซียน จะเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญกลุ่มหนึ่งในโลก และไทยพร้อมที่จะเป็นประตูเชื่อมโยงไปสู่ประเทศต่างในอาเซียนแน่นอน โดยเราต้องทำให้ต่างประเทศเล็งเห็นว่า ไทยมีความพร้อมที่จะเป็นประเทศแรก ที่สามารถเชื่อมต่อ และเป็นจุดศูนย์กลางทั้งคนและสินค้าให้กับต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน นอกจากนี้ นายกฯ ยังเล็งเห็นว่า สภาวะที่โลกเกิดความเปลี่ยนแปลง ทำให้ต่างประเทศ หันมามองหาที่พึ่งในเรื่องของอาหารนั้น เป็นจังหวะดีที่ประเทศไทย จะพัฒนาผลผลิตภาคเกษตรกรรมให้มีต้นทุนต่ำ แต่ได้คุณภาพที่ดี ทั้งนี้ ยังต้องเร่งพัฒนาคุณภาพฝีมือของแรงงานไทยและคุณภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมให้เป็นหนึ่งอีกด้วย ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า ต่างประเทศ ก็ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเมืองและกฎหมาย เราจึงต้องเร่งสร้างความมั่นใจ และมีกฎหมายที่ทำให้ง่ายต่อการลงทุนในประเทศอีกด้วยนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการเตรียมตัววางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนมายังประเทศไทยแล้ว เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้า ยังมีสิ่งที่คนไทยต้องเตรียมตัวคือ เรื่องของ พืชผลทางการเกษตร ให้มีต้นทุนที่ต่ำ  มีคุณภาพ และสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อบ้านได้ รวมถึง การพัฒนาฝีมือแรงงานคนไทยที่ขณะนี้นักธุรกิจในกลุ่มอาเซียนให้การยอมรับในฝีมือและเมื่อบวกกับระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทำให้ไทยได้รับการตอบรับอย่างดีนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าหลังจากเยือนประเทศออสเตรเลีย อย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมาว่า ได้มีการหารือเพิ่มมูลค่าการค้าและการส่งออกของทั้ง 2 ประเทศ ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายว่า การค้าการลงทุนระหว่างกัน จะเติบโตได้ร้อยละ 20 ต่อปี รวมทั้ง หารือเกี่ยวกับการส่งออกอาหารสด เช่น เนื้อไก่สดและกุ้ง ให้สามารถส่งออก สินค้าอาหารไปยัง ประเทศออสเตรเลียได้ และหากผลการเจรจาประสบความสำเร็จ จะช่วยการส่งออกของไทยไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้น อยู่ในอันดับ 2 ส่วนปัญหาแรงงานไทยที่ต้องไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย และติดปัญหาเรื่องของภาษาอังกฤษนั้น ได้มีการหารือ เพื่อขอผ่อนปรน เช่น อาชีพพ่อครัว แม่ครัว  นอกจากนี้ รัฐบาลไทย ได้เปิดนโยบาย ครัวไทยสู่ครัวโลก เพื่อให้ชาวต่างชาติได้รู้จักครัวไทย และคุณภาพของอาหารไทย รวมถึง รสชาติความเป็นไทย เพื่อเป็นการต่อยอดทำให้การส่งออกเครื่องปรุงสำเร็จรูปอาหารไทย ส่งออกได้เพิ่มขึ้น และจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักของนานาประเทศด้วย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล