พ่อวิศวะโวย! ตร.ยิงลูกชายดับมีเงื่อนงำ

พ่อวิศวะโวย! ตร.ยิงลูกชายดับมีเงื่อนงำ
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

(7 ม.ค.) เมื่อวานนี้ (6 ม.ค.) ที่กองบังคับการปราบปราม นายส่งเสริม แสงฤทธิ์ อายุ 54 ปี ลูกจ้างประจำกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จ.สกลนคร ได้เข้าร้องทุกข์แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ หลัง นายไพโรจน์ แสงฤทธิ์ อายุ 24 ปี ลูกชายที่เป็นวิศวกรที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.สกลนคร ยิงจนเสียชีวิตในคดียาเสพติด เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา แต่ต่อมามีการตรวจพบยาบ้า 198 เม็ด ในกางเกงชั้นในผู้ตายอย่างมีเงื่อนงำ

นายเด่นชัย แสงฤทธิ์ พี่ชายของผู้ตายเล่าว่า วันเกิดเหตุตนและน้องชาย พร้อมด้วย น.ส.ปนัดดา ขวัญมา อายุ 23 ปี แฟนสาว ได้ขับรถยนต์ฮอนด้าแจ๊ส ไปรับประทานอาหารกัน เมื่อขับรถออกมาก็ถูกรถกระบะขับพุ่งชน และยิงปืนใส่ จนต้องหักเลี้ยวหลบเข้าไปในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สกลนคร แต่ก็ยังถูกตามไล่ยิง จนขับออกมาถึงบริเวณปั๊มน้ำมันที่เป็นจุดเกิดเหตุ รถกระบะคันดังกล่าวได้ขับปาดหน้า ก่อนที่คนภายในรถกระบะจะใช้ปืนยิงใส่รถ กระสุนเข้าท้ายทอยน้องชายจนเสียชีวิต

ต่อมามีชายฉกรรจ์ 5 คน เชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาสั่งให้หมอบลงและไขว้มือไว้บนศีรษะ จึงถามกลับไปว่าพวกตนทำอะไรผิด เหตุใดต้องกระทำกันถึงขนาดนี้ อีกทั้งตอนนำตัวน้องชายส่งโรงพยาบาล พบชายคนหนึ่งพยายามไล่ผู้ไม่เกี่ยวข้องและใส่ถุงมือยางเข้าห้องฉุกเฉินไปด้วย ซึ่งภายหลังจากการตรวจสอบศพน้องชายกลับพบมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ในกางเกงชั้นในด้วย

ทั้งนี้หลังจากเหตุดังกล่าว ได้แจ้งความกับสถานีตำรวจท้องที่แต่คดีก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า และเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยทางด้านพ่อของผู้ตายยืนยันว่า มีการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ตายถึง 2 รอบแต่ก็ไม่พบยาเสพติดแต่อย่างใด จึงคิดว่ามีเงื่อนงำบางอย่างเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ ได้รับการแจ้งร้องทุกข์ดังกล่าวเอาไว้แล้ว และจะเข้าคลี่คลายปมดังกล่าวให้กระจ่างแจ้งได้โดยเร็วและเป็นธรรมที่สุด

สำหรับคดียิงวิศวกรหนุ่มอย่างมีเงื่อนงำรายดังกล่าวนี้ เป็นคดีที่มีการพูดถึงกันเป็นอย่างมากในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะในเว็บไซต์พันทิพที่มีกลุ่มผู้สนใจคดีดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญและพบว่ามีเงื่อนงำบางอย่าง แต่ไม่ได้รับความสนใจและการตีแผ่จากสื่อมวลชน จึงทำให้มีกลุ่มคนบางกลุ่มในโลกอินเตอร์เน็ต พยายามรวมตัวกันหาเบาะแสเพื่อหาความยุติธรรมให้กับคดีดังกล่าว จนเป็นที่กล่าวถึงกันอยู่ในขณะนี้