เลื่อนตัดสินคดียึดเครื่องบิน กษิต เข้าเฝ้าพระบรมฯ ถวายรายงาน

เลื่อนตัดสินคดียึดเครื่องบิน กษิต เข้าเฝ้าพระบรมฯ ถวายรายงาน
S! News

สนับสนุนเนื้อหา

ศาลเยอรมันเลื่อนการวินิจฉัยคดียึดเครื่องบินโบอิ้ง 747 ไปเป็นวันพุธ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศจะเดินทางถึงเยอรมันในวันนี้

(19 ก.ค.) ความคืบหน้ากรณีศาลเยอรมันให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย ซึ่ง 1 ในจำนวนนี้คือการอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่จอดอยู่ท่าอากาศยานมิวนิก ล่าสุด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางจากประเทศเนเธอร์แลนด์ต่อไปประเทศเยอรมนี เพื่อรับฟังคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังศาลของเยอรมนีแล้ว ขณะที่ทางรัฐบาลนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ส่งหนังสือทำความเข้าใจไปถึงนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีเช่นกัน

ด้านนายคริสตอฟ เฟลเนอร์ ผู้พิพากษาของเยอรมัน เปิดเผยว่า คดีนี้ทางบริษัทวอลเตอร์ บาว ได้ร้องขอให้อายัดเครื่องบินโบอิ้ง 747 เพราะเข้าใจว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย ซึ่งศาลจะพิจารณาข้อมูลอย่างละเอียดทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงเอกสารล่าสุดที่ส่งจากทางฝ่ายไทย และเลื่อนการตัดสินจากวันนี้เป็นวันพุธที่ 20 ก.ค. เวลา 5 นาฬิกา ตามเวลาในประเทศไทย 

กษิต เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ถวายรายงานยึดเครื่องบินพระที่นั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 ก.ค. กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่ข่าวผ่านเว็บไซต์ www.mfa.go.th โดยระบุว่า เมื่อเช้าวันที่ 17 ก.ค. 2554 ที่ท่าอากาศยานแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อถวายรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการทั้งทางด้านการทูตและทางด้านกฎหมายกรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย ซึ่งนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานนครมิวนิค ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือกับนางคอร์นีเลีย พีเพอร์ รักษาการรมว.ต่างประเทศเยอรมัน และนายแวร์เนอร์ โฮเยอร์ รมช.ต่างประเทศเยอรมัน ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งนายกษิต ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งและย้ำถึงความละเอียดอ่อนของการดำเนินการของฝ่ายเยอรมนีในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่มีการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ มิใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย จึงจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันหาทางแก้ไขโดยทันที โดยพิจารณาถึงประเด็นความสำคัญทางการเมืองและกฎหมายควบคู่กัน ซึ่งทางฝ่ายเยอรมนีรับทราบข้อห่วงกังวลของไทยและเห็นพ้องว่าไม่ควรให้เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจที่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

2. สำหรับการดำเนินงานด้านกฎหมายนั้น คณะทำงานด้านกฎหมายของไทยนำโดยอัยการสูงสุดพร้อมด้วยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยจะนำเสนอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ศาลร้องขอ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและรูปถ่าย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องของหลักฐานของทนายความของบริษัท Walter Bau และจะมีการเบิกความต่อศาลโดยอธิบดีกรมการบินพลเรือน ในวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2554 นี้