ปณิธานเผยพร้อมแจงคณะมนตรีความมั่นคงฯ

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าภายหลัง สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้ามาแทรกแซง สถานการณ์ความขัดแย้ง ระหว่างกัมพูชาและไทย ว่า ก่อนหน้านี้ได้พยายามชี้แจงไปยัง คณะมนตรีความมั่นคงฯ แล้ว แต่หาก กัมพูชา ร้องเรียนไปอีก ก็พร้อมชี้แจงเพิ่มเติม แต่เนื่องจากตามปกติแล้วการนำเรื่องใด ๆ เข้าสู่ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของสมาชิกถาวร และสมาชิกหมุนเวียน ซึ่งหมายความว่า สมาชิกทั้งหมด ต้องให้ความเห็นก่อน ถ้าอะไรที่เกี่ยวกับประเทศไทยก็จะทำความเข้าใจก่อน อย่างเช่น ตอนที่มีการชี้แจงทางการทูตที่ผ่านมา ทางคณะมนตรีความมั่นคงฯ ต้องการนัดเปิดประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ จริง ก็เตรียมคนชี้แจงอยู่แล้ว ส่วนการที่ คณะมนตรีความมั่นคงฯ จะมีมติใด ๆ ออกมา ก็ต้องมีการลงมติ ซึ่งมีขั้นตอน ที่ซับซ้อน ประเทศสมาชิก ก็มีสิทธิวีโต้ หากไม่รับ หรือ ไม่เห็นด้วย
พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการประเมินสถานการณ์โดยไม่มีมติผูกมัด ถ้าจะผูกมัด เช่น กรณีในบางประเทศต้องการจะผูกมัดด้วยการส่งกองกำลังเข้าไป ก็จะต้องมีสมาชิกจาก 5 ประเทศ หลัก เห็นด้วย เป็นต้น ซึ่งการเปิดประชุมเรื่องใด หรือ จะยกเรื่องใดเป็นเรื่องหลัก ต้องมีความร้ายแรง อย่างตอนนี้ก็มีกรณีที่เกิดขึ้นที่ อียิปต์ หรือ ตูนิเซีย เพราะฉะนั้นเรื่องของไทยกับกัมพูชา มันต้องไปตามขั้นตอน ซึ่งหากจะเรียกร้องในกรณีดังกล่าวนั้น ก็มีหน้าที่ไปชี้แจงเพิ่มเติม เท่านั้น
นอกจากนี้นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง สถานการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา โดยยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ การเจรจายังคงอยู่ในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศและทางการทูต ซึ่งไทยยืนยันว่า ไม่ต้องการใช้กำลังในการแก้ปัญหา ซึ่งยังไม่ต้องถึงขั้นที่ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จะต้องยกหูโทรศัพท์หากัน แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทย ก็ไม่ได้ปิดช่องทางในการสื่อสาร ยังคงสามารถทำได้ตลอด ส่วนภาพที่ปรากฏว่า รัฐมนตรีจับมือกัน แต่ทหารจับอาวุธเข้าหากันนั้น ทางการไทย ยังเร่งตรวจสอบอยู่ว่า เกิดอะไรขึ้น และอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้ กัมพูชา ไม่ยึดถือตามที่คุยกัน ส่วนความเสียหายนั้น กัมพูชา ก็ได้รับความเสียหายมาก ขณะที่ ต้องระวังไม่ให้เรื่องนี้ถูกนำไปสู่สากล เนื่องจาก ไม่จำเป็นต้องให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงใด ๆ แต่ต้องใช้การเจรจาในระดับพหุภาคี ส่วนในวันนี้นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายถาวร เสนเนียม และ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จะเดินทางลงพื้นที่ เพื่อตรวสอบข้อเท็จจริงของผลกระทบที่เกิดขึ้น และประสานงานให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน ดูเรื่องที่หลบภัย
ส่วนที่มีข่าวว่า กัมพูชา อาจละเมิดกฎบัตรยูเอ็น เนื่องจาก ยิงใส่พลเรือนนั้น ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ตามกฎหมาย ถือว่า
เป็นเรื่องเสียหายและร้ายแรงในระดับสากล ซึ่งภาพที่ปรากฏนั้น ก็ชัดเจนว่า พลเรือนเราได้รับความเสียหาย และหลายฝ่ายต้องการให้ กัมพูชา ออกมาชี้แจง ส่วนที่ว่า มีข่าว ทหารไทยนายหนึ่งอาจถูกนำตัวขึ้น ศาลทหารนั้น ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจน แต่ถือว่าเป็นเรื่องปกติในสงคราม ซึ่งอาจมีการแลกตัวกันในภายหลัง
พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการประเมินสถานการณ์โดยไม่มีมติผูกมัด ถ้าจะผูกมัด เช่น กรณีในบางประเทศต้องการจะผูกมัดด้วยการส่งกองกำลังเข้าไป ก็จะต้องมีสมาชิกจาก 5 ประเทศ หลัก เห็นด้วย เป็นต้น ซึ่งการเปิดประชุมเรื่องใด หรือ จะยกเรื่องใดเป็นเรื่องหลัก ต้องมีความร้ายแรง อย่างตอนนี้ก็มีกรณีที่เกิดขึ้นที่ อียิปต์ หรือ ตูนิเซีย เพราะฉะนั้นเรื่องของไทยกับกัมพูชา มันต้องไปตามขั้นตอน ซึ่งหากจะเรียกร้องในกรณีดังกล่าวนั้น ก็มีหน้าที่ไปชี้แจงเพิ่มเติม เท่านั้น
นอกจากนี้นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง สถานการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา โดยยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ การเจรจายังคงอยู่ในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศและทางการทูต ซึ่งไทยยืนยันว่า ไม่ต้องการใช้กำลังในการแก้ปัญหา ซึ่งยังไม่ต้องถึงขั้นที่ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จะต้องยกหูโทรศัพท์หากัน แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทย ก็ไม่ได้ปิดช่องทางในการสื่อสาร ยังคงสามารถทำได้ตลอด ส่วนภาพที่ปรากฏว่า รัฐมนตรีจับมือกัน แต่ทหารจับอาวุธเข้าหากันนั้น ทางการไทย ยังเร่งตรวจสอบอยู่ว่า เกิดอะไรขึ้น และอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้ กัมพูชา ไม่ยึดถือตามที่คุยกัน ส่วนความเสียหายนั้น กัมพูชา ก็ได้รับความเสียหายมาก ขณะที่ ต้องระวังไม่ให้เรื่องนี้ถูกนำไปสู่สากล เนื่องจาก ไม่จำเป็นต้องให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงใด ๆ แต่ต้องใช้การเจรจาในระดับพหุภาคี ส่วนในวันนี้นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายถาวร เสนเนียม และ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จะเดินทางลงพื้นที่ เพื่อตรวสอบข้อเท็จจริงของผลกระทบที่เกิดขึ้น และประสานงานให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน ดูเรื่องที่หลบภัย
ส่วนที่มีข่าวว่า กัมพูชา อาจละเมิดกฎบัตรยูเอ็น เนื่องจาก ยิงใส่พลเรือนนั้น ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ตามกฎหมาย ถือว่า
เป็นเรื่องเสียหายและร้ายแรงในระดับสากล ซึ่งภาพที่ปรากฏนั้น ก็ชัดเจนว่า พลเรือนเราได้รับความเสียหาย และหลายฝ่ายต้องการให้ กัมพูชา ออกมาชี้แจง ส่วนที่ว่า มีข่าว ทหารไทยนายหนึ่งอาจถูกนำตัวขึ้น ศาลทหารนั้น ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจน แต่ถือว่าเป็นเรื่องปกติในสงคราม ซึ่งอาจมีการแลกตัวกันในภายหลัง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


