ถอดนาฏศิลป์ไทย! เมื่อ ดี้ เดือดดาล แต่ สิงโต นำโชค ขอมองต่าง!

ถอดนาฏศิลป์ไทย! เมื่อ ดี้ เดือดดาล แต่ สิงโต นำโชค ขอมองต่าง!
Sanook!-Music

สนับสนุนเนื้อหา

ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค

เดือดได้อีก! ดี้ นิติพงษ์ เหลืออดโพสต์เฟซบุ๊กตอกกลับประเด็นร้อนหลังทราบข่าวสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลดบทบาทวิชานาฏศิลป์ไทยไม่นำบรรจุลงไปในร่างหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานฉบับใหม่ จวกแรงทั้งบอกว่าแก้ปัญหาเหมือนลิงแก้แห พร้อมไล่คิดได้แค่นี้ลาออกไปดีกว่

จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่าสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตัดสินใจไม่นำวิชานาฏศิลป์ไทยบรรจุลงไปในร่างหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานฉบับใหม่ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทยเวลานี้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะออกมาแก้ต่างว่าไม่ได้มีการถอดแต่เป็นการเปลี่ยนชื่อแล้วเอาไปรวมไว้ในหมวดของวิชาศิลปะแทนนั้น ทำให้นักแต่งเพลงชื่อดัง ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ที่ถึงกับอดรนทนไม่ได้ โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Nitipong Honark แสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีดังกล่าว ด้วยข้อความส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างดุเดือดเลือดพล่านกันเลยทีเดียวว่า….

"อ่านข้อมูลเรื่องการยกเลิกหรือลดระดับความสำคัญนาฏศิลป์ ให้น้อยลง ของสพฐ...เพื่อจะให้มีเวลาไปตามฝรั่งให้มากขึ้น

อ่านข้อเท็จจริงจากหลายแหล่งแล้ว นี่ไง..พวกคนหัวสี่เหลี่ยมครองเมือง ถึงจะหวังดีต่อบ้านเมือง ก็มองแค่มิติตื้นๆ...

ขออนุญาตใช้ภาษาแห่งพื้นชนคนไทย...ใช้ภาษาสวยงามแบบวัฒนธรรมไทย บอกกล่าวไปยังท่านผู้ที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาว่า..

กู เกิดเมืองไทย พ่อกูฟังเพลงไทยเดิม เครื่องสายผสมออร์แกนก็ยังพอรับได้ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

กูเล่นดนตรีไทย ก่อนจะเล่นกีตาร์ เล่นฆ้องวง เพลงสาธุการ ซึ่งต้องเป็นพื้นฐานการเล่นดนตรีไทย กูเล่นมาก่อนจะเคยเห็นเปียโนจริงๆ

แล้วรู้ไหมว่า ต่อให้หลังจากนั้นจะไปเล่นกีตาร์ร็อกบ้าบออะไร ร้องเพลงฝรั่งบ้าบออะไร แต่ไม่เคยลืมราก เพราะรากนั้นได้อยู่ในที่ของมันแล้ว

ลูกสาวกูชอบดูโขนมาก ๆ โดยที่ไม่ได้ยัดเยียด มันสนุก แล้วมันก็จะติดอยู่ในจิตใต้สำนึก

กูเพิ่งมีโอกาสได้ฝึกหัดโขนตอนอายุห้าสิบ...โหย นี่มันช่างงดงามเจิดจรัส ได้เป็นทศกัณฐ์ เหนื่อย แต่ภูมิใจ และได้เห็นแววตาของคนทั้งรุ่นศิลปินแห่งชาติ และเด็กวัยรุ่นรุ่นใหม่ที่มาเรียนนาฏศิลป์ แววตามันมีมิติน่ะ มันอ่อนโยนนัก

คุณสพฐ. ครับ คุณอย่าทำให้กูดราม่าเลย กูก็รำคาญตัวเองตอนดราม่า แต่มันไม่ไหวครับ

ช่วยมีรสนิยม ช่วยคิดถี่ถ้วน หรือไม่ก็ช่วยลาออกไปจากอิทธิพลของการศึกษาของประเทศด้วยเถิดครับ

ผมเชื่อว่า พวกมึงนั่นแหละครับ ที่คิดแก้ปัญหาอะไรแบบนี้ แบบลิงแก้แห จนทำให้ลูกหลานของพวกผมและพวกมึงเนี่ย งงตึ้บ..

ไปดูเถิดครับ ไปดูงานต่างประเทศที่เอาเงินกูไปดูงานน่ะ...ช่วยไปดูเถิดว่า..ประเทศที่เจริญแล้วทางวัตถุ เศรษฐกิจ เขายังรักษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเขา แล้วเขาก็จะเอาความแข็งแรงของวัฒนธรรมเขามาแดกหัวเรานั่นแหละ...

มึงเป็นใครครับพี่ สพฐ. พี่กระทรวงศึกษาธิการ...กูไม่ได้ดราม่านะครับ แต่กูน้อยใจชะตาชีวิตน่ะ...

ช่วยวางแผนการศึกษาอย่างเข้าใจในทุกมิติด้วยได้ไหมครับ...

ขอโทษด้วย ที่ใช้ภาษามึง กู เพราะ ฉันคิดว่าพ่อขุนรามฯ ก็ไม่ได้ทรงหยาบคายอันใด....

ฉันไปมาเกือบทั่วโลกแล้ว...ยืนยันเพราะเห็นกับตา...ไม่มีประเทศที่เจริญดีงามประเทศไหน ที่คิดจะลดบทบาทของอัตตลักษณ์ของตัวเอง

เขามีแต่จะสร้างให้อัตตลักษณ์ตัวเอง แข็งแรง แล้วส่งไปแทรกซึมประเทศที่อาจจะมีอัตตลักษณ์ดี แต่คนที่รับผิดชอบนั้น เบาปัญญา..จึงปล่อยให้เขามายึดพื้นที่

ผมกราบขอโทษพวกมึงด้วยนะครับ...ที่ขอแสดงความเห็นขัดแย้ง...

โกรธเกรี้ยว ขอกระทืบบาทหน่อย...."

ทั้งนี้ หลังจากนักแต่งเพลงชื่อดังได้โพสท์ข้อความดังกล่าว ก็มีผู้ติดตามเข้ามาแสดงความเห็นกันมากมาย บางส่วนคล้อยตามและแสดงความโกรธเกรี้ยว แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่เข้ามาให้ข้อเท็จจริงว่า แท้จริงแล้ววิชานาฏศิลป์ไทยยังไม่ได้ถูกยกเลิก เพียงแต่จะถูกนำไปรวมอยู่กับหมวดวิชาอื่นๆ เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นด้วยอยู่ดีกับการลดบทบาทวิชานาฏศิลป์ไทยในลักษณะนี้

 

มองกลางอย่าง สิงโต นำโชค วัฒนธรรมไทยไม่ได้ร่อยหรอ

จากประเด็นข่าวกำลังร้อนแรง อีกฟากหนึ่งของศิลปินไทยกลับมองว่า ไม่ว่าจะถอด-ไม่ถอด หรือลดบทบาทวิชานาฏศิลป์ลงอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของนาฏศิลป์ไทยลดลง

นักร้องชื่อดังอย่าง สิงโต นำโชค ให้ความเห็นที่แตกต่างออกไปจากนักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ โดยมองว่า ทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีใครเน้นหนักในวิชานาฏศิลป์เพื่อนำไปประกอบอาชีพอยู่แล้ว หากจะลดบทบาทเป็นหนึ่งในวิชาเลือกก็น่าจะเหมาะสม โดยส่วนตัวนักร้องอารมณ์ละไมมองว่า หากคนที่สนใจวิชาแขนงนี้จริงๆ ก็จะหาทางขวนขวายศึกษาจากแหล่งที่มาอยู่แล้ว การให้การศึกษาแบบไม่ยัดเยียด หากชอบหรือสนใจก็หาเวลาไปศึกษาเพิ่มเติม น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะกับวัยเรียนสมัยนี้

เป็นสองมุมมองสองความรู้สึกที่ต่างกันออกไปของคนดนตรี เอาเป็นว่าความเห็นเหล่านี้ อยู่ที่ข้อเท็จจริงและเหตุผลในการตัดสิน รวมถึงวิจารณญาณในการรับข่าวสารของแต่ละคนด้วย