ในวันที่ “ชาติ สุชาติ” ทลายกำแพงชีวิตเดิม และเดินออกจากสิ่งที่ถนัดที่สุดบ้าง

เดินทาง-เรียนรู้-เข้าใจ ... คือวิถีที่ใครหลายคนยึดเป็นแบบอย่าง ไม่ต่างจากชายหนุ่มที่ชื่อ สุชาติ แซ่เห้ง หรือที่ในวงการคุ้นเคยกันในนาม “ชาติ สุชาติ” ที่เปิดตัวด้วยบทเพลงแห่งการเดินทาง ที่บ่งบอกตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี
กาลเวลาล่วงเลย ชาติ สุชาติ ออกอัลบั้มเต็มมาแล้ว 1 ชุดกับ สามัญ ต่อยอดมาจนถึงซิงเกิลล่าสุดอย่าง “ข้างเดียว” ที่เขาย้อนกลับสู่ความเรียบง่ายทั้งในด้านดนตรีและเนื้อหา ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่เห็นได้อย่างชัดเจนมันเกิดขึ้นได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราสนใจใคร่รู้
และช่วงเวลาสั้นๆ ที่ Sanook Music ได้สนทนากับ ชาติ สุชาติ นอกจากจะทำให้เราได้ทราบคำตอบนั้น เขายังเพิ่มเติมเรื่องราวการเดินออกจากพื้นที่ที่เขาถนัดที่สุดที่กลายเป็นการทำลายกำแพงของตนเอง รวมถึงมุมมอง “ความรัก” และ “การแอบรัก” ในทุกวันนี้อีกด้วย
ชาติ สุชาติ
น่าสนใจมากๆ ที่คุณเลือกช่วงเวลาการ “แอบรัก” มานำเสนอในซิงเกิลล่าสุดอย่าง “ข้างเดียว”?
ชาติ สุชาติ: คือมันเป็นประเด็นที่ผมมองเห็นบ่อยที่สุดในปีที่แล้ว มันใกล้ตัวผมมาก เราสามารถเขียนให้จบเพลงได้ด้วยสิ่งที่เราเห็นได้แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวในตอนนั้น คืออาการของคนรอบตัวมันเหมือนโดนน้ำมันพรายอย่างที่ผมเขียนในเพลงเลยนะ (หัวเราะ) จริงๆ ผมไม่ค่อยเข้าใจการแอบรักมากนักก่อนหน้านี้ คนเรามันแอบรักคนๆ หนึ่งได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ มันเวอร์ไปหรือเปล่า โดนน้ำมันพรายหรือเปล่าวะเนี่ย มันเริ่มจากอะไรแบบนี้ แล้วมันก็กลายเป็นเพลงขึ้นมา จากมุมมองของผมที่มองเข้าไปในตัวเขาอีกที
ไม่ค่อยเข้าใจโมเมนต์การแอบรักสักเท่าไหร่?
คือก็เคยมีโมเมนต์แอบรักในวัยที่เราเด็กกว่านี้เยอะๆ แหละครับ แต่มันก็ไม่ได้รุนแรงขนาดคนรอบตัวที่ผมเจอ เราก็พอเข้าใจแหละว่าการแอบรักมันเป็นความรู้สึกแบบไหน แล้วมันทำได้แค่ไหน เรารู้ความจริงของมัน
จากการเล่าเรื่องผ่านบทเพลงที่ใช้การเปรียบเทียบกับการเดินทางหรือสิ่งต่างๆ สำหรับเพลง “ข้างเดียว” คุณเลือกที่จะบอกเล่าแบบตรงไปตรงมา มันยากง่ายแตกต่างกันอย่างไรสำหรับวิธีเล่าสองแบบดังกล่าว?
จริงๆ แบบเปรียบเปรยมันง่ายสำหรับผมนะ เพราะเวลาผมคิดเพลงทุกเพลง มันจะออกมาแบบนั้นหมดเลย แต่ทีนี้ผมมองว่า ยิ่งง่าย มันยิ่งทำให้ความหมายชัดเจนยาก เพราะเราต้องมานั่งเกลาเนื้อเพลงดีๆ ว่าเรากำลังจะสื่อสารอะไรกันแน่ แต่สำหรับ “ข้างเดียว” ผมต้องการความซื่อ ผมต้องการความน้อยของดนตรี ไม่ต้องเยอะ สื่อสารแมสเสจแบบตรงๆ เลยว่ารู้สึกอย่างไร ทำได้แค่ไหน แล้วก็เก็บท่อนที่เปรียบเปรยไว้เป็นท่อน bridge ที่เขียนว่า “ราวกับเธอสาดน้ำมันพรายให้ฉันรัก” เอาแค่น้อยๆ ก็พอ ไม่ต้องเยอะ เหมือนวิธีคิดของผมจะพยายามตบทุกอย่างให้มันกลมที่สุดครับ ไม่ให้เท่เกินไป เพลงมันก็คือเพลงแหละครับ
เพลงที่เรียบง่ายมักทำยากเสมอ... จริงไหม?
ผมว่าจริงครับ ผมว่ามันเหมือนกับเราเคยผ่านจุดที่มันไม่เรียบง่ายมาก่อน เราเคยอยากยัดนั่นยัดนี่เข้าไป อยากจะใส่ให้มันเยอะๆ เพื่อที่จะดูเท่หรือว่าอะไรก็ตาม แต่ถ้าเราเข้าใจมันจริงๆ บางทีใส่ไปมันก็รกเปล่าๆ เราแค่ทำให้มันเป็นเพลงที่ควรเป็นเพลง ผมโตขึ้นนะ ผมรู้สึกอย่างนั้น ซึ่งเพลง “ข้างเดียว” นี่ยากสำหรับผม เพราะผมค่อนข้างเปลี่ยนแปลงตัวเองประมาณหนึ่ง เอากำแพงในตัวเองลงไปเยอะเหมือนกันครับ
ก่อนหน้านี้คุณมีกำแพงในเรื่องไหนบ้าง?
ผมติดกับภาษาเดิมๆ ด้วย ติดกับอะไรเดิมๆ แล้วผมเริ่มจะเบื่อมัน ติดกับวิธีการร้องเดิมๆ ที่มีลูกคอเยอะเกินไป ติดกับเมโลดี้เดิมๆ ที่ทำไมมันไม่ขยับเลย ผมก็ต้องไปหาเพลงฟังเยอะๆ เพื่อจะสร้างเมโลดี้เข้ามาในสมองเยอะๆ เราต้องออกจากสิ่งที่เราถนัดที่สุดบ้าง เพื่อทำสิ่งใหม่ที่มันเป็นเพลงที่เพราะครับ ก็ยังยืนไว้ที่คำว่า เพลงที่เพราะอยู่
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
จุดที่ทำให้รู้สึกว่าคุณเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว จุดนั้นคืออะไร?
จุดนั้นคือคำว่าอาชีพครับ เพราะตอนแรกที่ผมทำ มันคือเรื่องที่ผมรักดนตรีมาก ซึ่งตอนนี้ก็ยังใช่นะ แต่ทีนี้มันเป็นเรื่องที่ว่า ถ้ามึงรักดนตรีมากๆ มึงต้องไม่เสียมันไปนะ เราต้องทำให้ได้นานที่สุด แล้วก็หาเงินจากมัน เพราะเราโตแล้ว มันเป็นอาชีพจริงๆ แล้วนะ มันไม่ใช่งานอดิเรกอีกต่อไปแล้ว
ย้อนกลับไปที่เพลง “ข้างเดียว” คุณคิดว่าการแอบรักใครสักคนเป็นความสุขหรือทุกข์มากกว่ากัน?
โห... ยากมากเลย ผมมองว่าเป็นความสุขครับ อันนี้ความคิดส่วนตัวผมนะ ผมไม่รู้ว่าจริงๆ คนเรามองเหมือนกันไหม แต่ผมมองเป็นความสุขเสมอเลยเวลาที่นึกถึงอะไรบางอย่างแบบนี้ ถ้าเรามีสติพอ เราจะรู้ว่ามันคือความสุข ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะ ไม่รู้ทำไม แต่ถ้าเราไม่แข็งแรงพอ เราจะรู้สึกว่าเราทุกข์จังเลย เพราะจริงๆ ความรักมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีครับ
มุมมองความรัก ณ ตอนนี้ต่างไปจากสมัยวัยรุ่นมากไหม?
ตอนนี้ผมรู้สึกว่าความรักมันใหญ่กว่าเมื่อก่อน รักคือการให้แบบบริสุทธิ์มากๆ โดยที่ไม่ต้องมารู้ว่าเขาต้องรักเรากลับหรือเปล่าเลย ไม่ต้องรักผมกลับก็ได้ แต่ผมรักคุณ รักทุกอย่าง เหมือนรักพ่อแม่ รักสัตว์ รักต้นไป ความรักมันใหญ่กว่าการรักคนๆ หนึ่ง ตอนนี้ผมมองแบบนี้แล้ว
สิ่งที่อยากสื่อสารไปสู่แฟนเพลงของคุณในทุกวันนี้คืออะไร?
ผมว่ามันเท่ขึ้นถ้าเราคุยกันรู้เรื่อง รู้เรื่องในแบบที่ภาษามันคม หมายถึงว่าไม่ปล่อยให้หละหลวมแม้แต่พยางค์เดียว ทุกพยางค์ของเมโลดี้จะต้องไม่ใช้คำเปลือง ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย ผมว่าตรงนี้สำคัญมากกว่าการที่จะใช้คำยากคำง่าย หรือว่าเท่ไม่เท่เสียอีก
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ระยะเวลา 4-5 ปีนับจากซิงเกิลแรก “การเดินทาง” เราอยากทราบว่าการเดินทางยังสำคัญต่อชีวิตคุณมากน้อยแค่ไหนในวันนี้
ผมพูดถึงเนื้อหาเพลงก่อนนะ เพลง “การเดินทาง” เป็นสิ่งที่ผมบันทึกตลอดไป เพราะว่ามันเป็นเนื้อหาที่จริงที่สุด มันไม่สามารถที่จะมาเถียงได้ว่ามันไม่จริง มันเป็นความตลอดไปที่เตือนสติผมเองด้วย เตือนคนอื่นด้วย ในด้านเพลงเป็นแบบนั้นครับ ถ้าในด้านการเดินทางจริงๆ ผมยังต้องเดินทางอีกมากมาย มีช่วงหนึ่งที่ผมท้อๆ ผมก็คิดว่ามันคงหมดแล้วล่ะมั้งชีวิต กลับไปอยู่บ้านดีกว่ามั้ง เคยมีนะ แต่พอมันตื่นจากความท้อแท้นั้นมันตื่นยาวเลย รู้สึกว่าเรายังต้องเดินทางอีกเยอะ ยังต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางรูปแบบไหน เรายังต้องเจอคนอีกมากมายในทุกๆ แบบของชีวิตครับ
เมื่อสักครู่คุณบอกว่า คุณลุกขึ้นมาเปลี่ยนความคิดของตนเองเพราะรู้สึกว่า นี่คือ “อาชีพ” คุณมองว่ามันจะเป็นอาชีพของคุณตลอดไปเลยหรืออาจจะเปลี่ยนแปลงไปในสักวัน?
จริงๆ ผมก็ไม่รู้นะ แต่ใจลึกๆ ผมก็อยากทำมันไปตลอด ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือผมไม่รู้เลยว่าจะทำได้นานแค่ไหน แต่ตอนนี้แค่รู้สึกว่าผมทำต่อไปได้เรื่อยๆ นะ เพราะเหมือนผมละลายพฤติกรรมกับอะไรบางอย่างไปแล้ว เหมือนเราไม่ติดกับดักอะไรบางอย่าง ใจผมสามารถเปิดรับภาษา เปิดกว้างได้กว่าเดิม เขียนได้มากกว่าเดิม ไม่เอาตัวเองมาครอบตัวเองอีกทีหนึ่งต่อไปแล้ว
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
อัลบั้มภาพ 17 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี





.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)

