“Thundercat” กับโชว์ครั้งแรกในไทยที่ทำให้รู้ว่า พลังทำลายล้างของ “เบส” นั้นรุนแรงแค่ไหน

“Thundercat” กับโชว์ครั้งแรกในไทยที่ทำให้รู้ว่า พลังทำลายล้างของ “เบส” นั้นรุนแรงแค่ไหน
S! Music (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

หากเอ่ยชื่อ Stephen Lee Bruner คอดนตรีฝั่งสากลคงพอจะทราบว่า เขาคือนักดนตรีมือพระกาฬที่เคยคว้ารางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส์ มาครองจากการร่วมงานกับสุดยอดแร็ปเปอร์อย่าง Kendrick Lamar ในเพลง “These Walls” อีกทั้งยังอยู่เบื้องหลังการทำงานของศิลปินระดับโลกอีกหลายคน อาทิ Childish Gambino, Kimbra, Mac Miller หรือแม้แต่ Travis Scott

ในอีกแง่มุมชีวิต เขาคือ Thundercat ศิลปินเดี่ยวผู้มาพร้อมเบส 6 สายเป็นอาวุธคู่กาย ท่วงทำนองกรู๊ฟแห่งโซลและนีโอโซลที่ผสมผสานฟังก์, แจ๊ซ รวมไปถึงอาร์แอนด์บี และการแสดงสดที่เต็มไปด้วยพลังล้างผลาญ กับการใช้เครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้นอย่าง เบส, คีย์บอร์ด และกลองในการดำเนินเรื่องราว

และเมื่อผู้จัดขาประจำอย่าง HAVE YOU HEARD? จัดให้ Sanook! Music จึงตอบรับเดินทางไปยัง Live Arena ย่านอาร์ซีเออย่างไม่รีรอ กับคอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของมือเบสระดับพระกาฬผู้นี้ภายใต้ชื่อ Thundercat Live! by My Beer

Thundercat Live! by My Beer

วงเปิดสำหรับงานนี้ก็ถือว่าสร้างความประทับใจได้ไม่น้อยทีเดียวสำหรับ Scoutland สองในสามสมาชิกของวงดนตรีวงนี้ สายอินดี้น่าจะพอคุ้นหน้าคุ้นตาจากการเป็นสมาชิกวง Hariguem Zaboy และ Beagle Hug นั่นเอง พวกเขานำเสนอดนตรีบรรเลงที่ซับซ้อนพอตัว ซึ่งภายใต้ความซับซ้อนนั้นก็สะท้อนถึงพื้นฐานดนตรีอันยอดเยี่ยมของทั้งสามคน กลิ่นอายดนตรีแจ๊สที่ผสมผสานแนวดนตรีอื่นๆ เข้าถึงได้ไม่ง่ายนัก รวมถึงความเฉียบคมในแต่ละไลน์แต่ละท่อนอาจยังสามารถพัฒนาได้อีก และเมื่อซาวด์เบสในค่ำคืนดังกล่าวค่อนข้างลอย ไม่หนักแน่น ทำให้โชว์โดยรวมของ Scoutland โดดเด่นเพียงความแปลกใหม่ และฝีมือที่ไม่ธรรมดาของพวกเขา ทว่าสิ่งสำคัญคือ Scoutland ยังต้องการการสั่งสมประสบการณ์บนเวทีให้มากยิ่งกว่านี้

Scoutland

Scoutland

 

อีกไม่กี่อึดใจต่อมา ได้เวลา Thundercat ขึ้นสู่กลางเวที ขนาบข้างด้วยมือคีย์บอร์ดและมือกลองที่หันข้างให้กับผู้ชม ดูทรงแล้วราตรีนี้คงเดือดอย่างที่คิดไว้... และก็ใช่อย่างที่เราวาดหวังไว้จริงๆ

“Rabbit Ho” หนึ่งในเพลงสร้างชื่อคือการเปิดหัวโชว์ได้อย่างน่าทึ่งและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ เบส 6 สายที่ถูกสะพายไว้บนไหล่ของ Thundercat รวมไปถึงสิบนิ้วอันพลิ้วไหวที่บรรจงดีดลงไปบนสายเบสทำให้คนทั้งฮอลล์ตาจ้องไม่กระพริบ ต่อด้วย “Captain Stupido” และ “Uh Uh” ที่ทำเอาเราแทบไม่ได้พักหายใจ สายตายังคงจดจ้องไปที่นิ้วที่เคลื่อนไหวอยู่แทบจะตลอดเวลา

Thundercat

Thundercat

 

เพลงจากอัลบั้มชุดล่าสุดอย่าง Drunk ยังคงถูกนำมาเล่นต่อกับ “A Fan’s Mail (Tron Song Suite II)” และสลับกลับไปเล่นแทร็คจากอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง Apocalypse ที่ชื่อ “Tron Song” ซึ่ง Thundercat ก็จัดวางเซตลิสต์สลับสับเปลี่ยนเช่นนี้ตลอดทั้งโชว์ ไม่ว่าจะเป็น “Jethro” หรือแม้แต่ “Heartbreaks + Setbacks” รวมไปถึงโมเมนต์สุดประทับใจที่เขารำลึกถึง Nipsey Hussel แร็ปเปอร์มากความสามารถที่เพิ่งจะลาจากโลกไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอีกด้วย

มากไปกว่านั้น Thundercat ยังมอบเพลง “Song for the Dead” ให้กับศิลปินมากความสามารถที่เสียชีวิตไปแล้วอย่าง Mac Miller ซึ่งทั้งคู่ก็เคยร่วมงานกันมาแล้วเช่นกัน ก่อนที่ “I Am Crazy”, “Drunk” และ “Drink Dat” คือ 3 เพลงที่ค่อยๆ ไต่ระดับบีตชวนโยกให้แฟนเพลงชาวไทยได้ขยับสเต็ปกันพอประมาณ รวมไปถึง “Tokyo” อีกหนึ่งเพลงดังที่มาพร้อมเสียงกรี๊ดดังสนั่น กับการคิดเนื้อเพลงสดๆ สุดกวนที่แม้แต่ตัวเขาเองยังหลุดขำในสิ่งที่เขาร้องออกมา และถือเป็นช่วงที่ Thundercat พูดคุยกับคนดูมากที่สุดในโชว์ก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้นเขาก็สอบถามเรื่องการเล่นเกมขึ้นมา พร้อมกับอินโทรเพลง “Friend Zone” ก็ดังขึ้น ปิดท้ายด้วย “Them Changes” ที่ยังคงจัดแจงบรรยากาศแห่งความสุขอย่างเต็มเปี่ยม และแถมอังกอร์ให้อีกหนึ่งเพลงกับ “Oh Sheit, It’s X” นั่นเอง

ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ในการดูคอนเสิร์ตให้กับทั้งตัวผู้เขียนและอีกหลายๆ คนใน Live Arena เชื่อว่าไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นวงทริโอที่ขับเคลื่อนทุกบรรยากาศด้วย เบส เสริมทัพด้วยคีย์บอร์ดและกลองชุด และเจ้า 3 เครื่องดนตรีดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกท่วงทำนองที่ออกมานั้นแน่นปึ้ก!

ใครเคยชมคลิปการแสดงสดของ Thundercat ผ่านโลกออนไลน์คงทึ่งกันไปพอประมาณ แต่บอกตามตรงว่าคงเทียบกันไม่ได้กับการรับชมด้วยสองตาของคุณเอง เพราะไม่ใช่เพียงแต่ลีลาการโซโล่เบสแบบบู๊ล้างผลาญเยี่ยงเรากำลังเล่นเกมกีตาร์ฮีโร่ บทเวลาจะคุมเพลงให้เหนียวแน่นหนึบเขาก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม

การที่อาวุธประจำกายของเขาคือ “เบส 6 สาย” นั่นหมายความว่าสุ้มเสียงจะยิ่งแปลกและแตกต่างออกไปจากเบส 4 หรือ 5 สาย ยิ่งเมื่อ Thundercat เพิ่มเติมเอฟเฟกต์ต่างๆ ลงไป ณ ขณะเล่น ก็ดูเหมือนว่าหนุ่มวัย 34 ปีจะเนรมิต “เสียงอะไรก็ได้” ผ่านเบสของเขา ในทางกลับกัน ซาวด์โดยรวมของโชว์ในท่อนที่เล่นเป็นคอร์ดอาจจะฟังดูนัวๆ และไม่ชัดเจนไปสักหน่อย ทว่าเมื่อถึงเวลาโซโล่เป็นตัวโน้ตนี่ถึงอกถึงใจดีแท้

ความมหัศจรรย์ของ Thundercat ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเขาแสดงให้เห็นถึงการเป็นนักร้องที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย แน่นอนว่าทุกคนยอมรับในฝีมือการเล่นเบส การแต่งเพลง รวมไปถึงการโปรดิวซ์เพลง แต่เมื่อใดที่เขาเอื้อนเอ่ยเสียงร้องผ่านไมโครโฟน ความเป็นธรรมชาติในสไตล์โซลและอาร์แอนด์บีถือว่าไม่น้อยหน้าใครเลยทีเดียว

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ 2 มหาเทพที่เคียงข้าง Thundercat บนเวที ไม่ว่าจะเป็น Ronald Bruner Jr. น้องชายของ Thundercat ผู้นั่งอยู่หลังกลองชุดเซตมหากาฬ และเคยตีกลองให้ Kendrick Lamar และ Kamasi Washington มาแล้ว ชายผู้นี้อยู่เบื้องหลังกรู๊ฟที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งเรื่องไดนามิก (ความหนัก-เบา) ถ้าเรามีนิ้วโป้งสักสิบนิ้วก็จะยกให้เขาทั้งหมดโดยไม่ลังเล ในขณะที่ Dennis Hamm ในตำแหน่งมือคีย์บอร์ดก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน แม้ว่าบทบาทบนเวทีจะน้อยกว่าอีก 2 คนอย่างเห็นได้ชัด แต่ประสบการณ์ที่เคยร่วมทำงานกับ Chris Cornell แห่ง Audioslave และ Soundgarden รวมถึงการร่วมทัวร์กับ Larry Carlton, Jonathon Butler และ Rhye ในบางครั้ง ก็สร้างมิติอันสละสลวยให้กับบทเพลงของ Thundercat ได้อย่างมีเสน่ห์เอามากๆ

Ronald Bruner Jr.

Ronald Bruner Jr. 

 

Dennis Hamm

Dennis Hamm

 

กล่าวโดยสรุป คอนเสิร์ต Thundercat Live! by My Beer ถือเป็นความอัศจรรย์ที่ศิลปินเพลงคนหนึ่งสามารถเนรมิตให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย แต่ความง่ายดายที่ทุกคนได้เห็น เราเชื่อว่ามันได้ซ่อนพรแสวงแห่งการซ้อมเอาไว้อย่างหนักหน่วง อีกทั้งการที่เราเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาตลอดทั้งโชว์ แสดงให้เห็นถึงการทำอะไรสักอย่างแล้วมีความสุข นั่นย่อมทำให้คนดูรู้สึก สัมผัส และมีความสุขตามได้อย่างง่ายดาย

 

Story by: Chanon B.
Photos by: Krirakrit Worawetkulsage from HAVE YOU HEARD?