Joe Hisaishi เบื้องหลังตัวโน้ตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของ Studio Ghibli

Joe Hisaishi เบื้องหลังตัวโน้ตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของ Studio Ghibli
Fungjai

สนับสนุนเนื้อหา

เชื่อว่าใครที่เป็นแฟนตัวยงของการ์ตูนภาพเคลื่อนไหวแล้วละก็ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้จักกับภาพฝันที่ถูกฉาบด้วยพื้นหญ้าเขียวชอุ่ม ท้องฟ้าสีคราม เครื่องบิน แม่มด ปีศาจ สัตว์ประหลาดน่ารักๆ และความรักในมนุษย์ของค่ายจากแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Studio Ghibli ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1985 โดย Hayao Miyazaki สตูดิโอที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้านไม่เว้นแม้แต่ดนตรีประกอบ ซึ่ง Joe Hisaishi คือบุคคลเบื้องหลังคนสำคัญของหลายๆ ตัวโน้ตอันแสนวิจิตรเหล่านั้น  

เขาคือหนึ่งในคอมโพสเซอร์คนสำคัญแห่งวงการภาพยนตร์และอนิเมะในช่วงยุค 80s ของญี่ปุ่น มีเครดิตการทำดนตรีและเพลงประกอบกว่า 100 เรื่อง ความสามารถของโจถูกเปรียบเทียบในระดับเดียวกับ John Williams แห่ง Star Wars อยู่บ่อยครั้ง ถ้าคำถามของคุณคือ "ทำไม?" เราจะขออาสาเป็นคอนดักเตอร์จำเป็น (ถึงแม้ว่าจะไม่มีความสามารถด้านนี้เลย) โบกบาตองไปหาชายคนนี้ เพื่อให้เขาบรรเลงเรื่องราวชีวิตอันเต็มไปด้วยตัวโน้ตสนุกๆ ให้ทุกคนได้รู้จักกันใน 3 2 1 … ปรบมือ!

Joe Hisaishi

Chapter 01 : First Note on His Hand

ก่อนจะเข้าเส้นชัยแห่งความสำเร็จเป็น Joe Hisaishi อย่างทุกวันนี้ เขาเกิดและเติบโตในนากาโนะ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตอนปี 1950 โดยมีชื่อเดิมตามสูติบัตรว่า Mamoru Fujisawa ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยด้วยเหตุผลที่เราจะเล่าหลังจากนี้

พออายุได้ 5 ขวบ Joe Hisaishi เลือกที่จะทำความรู้จักกับเสียงเพลงเป็นครั้งแรกด้วยการเรียนไวโอลิน ซึ่งเหมือนเขารู้แล้วว่าตัวเองต้องการจะเป็นอะไรตั้งแต่เด็ก และนับตั้งแต่วันนั้นชีวิตของเขาก็ไม่เคยอยู่ห่างจากดนตรีอีกเลย

เขยิบช่วงวัยไปข้างหน้าอีกนิด ณ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย Joe Hisaishi เลือกใช้ชีวิต 4 ปีในนี้ให้ตัวเองด้วยการย้ายไปอยู่ที่เมืองทาชิคาวะชั่วคราว เพื่อเรียนต่อที่ Kunitachi College of Music มหาวิทยาลัยดนตรีที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น โดยในระหว่างเรียนนั้น เขามีความสนใจในเรื่องของดนตรีในแบบที่ไม่ได้แบ่งเป็นหมวดหมู่หรือประเภท เขาสนใจวิธีคิด วิธีเรียบเรียงของผู้แต่งเป็นหลักใหญ่ หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญที่มีผลต่อชีวิตการเขียนเพลงในเวลานั้นของ Joe Hisaishi คือวงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ชื่อว่า Yellow Magic Orchestra ที่ Ryuichi Sakamoto คือหนึ่งในสมาชิกของวง วิธีการเรียบเรียงหลายๆ รูปแบบของเขาล้วนรับอิทธิพลมาจากวงนี้เป็นส่วนใหญ่

Chapter 02 : When the Wind Blows

หลังสำเร็จการศึกษา Joe Hisaishi เริ่มต้นอาชีพนักแต่งเพลงด้วยการให้เวลาของชีวิตส่วนหนึ่งทำดนตรีและเพลงประกอบให้ละครทีวีสมัยนั้น (โดยเริ่มเรื่องแรกตอน 1974 ด้วยอายุ 24 ปี) และอีกส่วนหนึ่งก็แต่งเพลงรวมถึงโปรดิวซ์อัลบั้มแรกของตัวเอง Mkwaju ซึ่งคลอดออกมาในปี 1981 โดยชื่ออัลบั้มมาจากภาษาสวาฮิลี (ภาษาหลักที่ใช้ในแถบแอฟริกาตะวันออก) ใช้เรียกแทนต้นมะขามในแอฟริกาที่เครื่องเพอร์คัสชันพื้นเมืองของที่นั่นล้วนทำมาจากมัน สิ่งที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ของโจกลายเป็นที่พูดถึงและสร้างชื่อให้กับเขาในเวลานั้นที่นอกจากตัวเพลงข้างในแล้ว ธีมลับๆ ที่เขาแอบซ่อนเอาไว้อย่างการแต่งเพลงให้อยู่บนพื้นฐานของความหมายในตัวอักษร m กับ a จากชื่ออัลบั้มที่ถ้าเอามารวมกันว่า "ma" ในภาษาญี่ปุ่นจะหมายถึง “ความว่างเปล่า” เพลงในอัลบั้มนี้จึงเต็มไปด้วยช่องว่างระหว่างโน้ตถึงโน้ต มีความมินิมอล ในช่องว่างก็เต็มไปด้วยซาวด์สังเคราะห์ระยิบระยับชั้นดีคลอกับเสียงเปียโนโน้ตสวย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ส่งมาถึงงานของโจในถัดๆ มาทุกชิ้น

การที่เขามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ จากตรงนั้น และเป็นช่วงนี้เองที่ทำให้เขาสร้างชื่อใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกแทนตัวเองในวงการว่า Joe Hisaishi โดยมีที่มามาจากโปรดิวเซอร์ คอมโพสเซอร์ คอนดักเตอร์ และมือทรัมเป็ตคนดังของโลก "ควินซี่ โจนส์" (Quincy Jones) คำว่า "Hisaishi" ในตัวคันจิ อ่านเหมือนกับคำว่า "Kuishi" ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่า "Quincy" มาก และพอปฏิทินพลิกเข้าสู่หน้าที่เขียนว่าปี 1983 ก็เป็นตอนเดียวกันกับที่บริษัทแผ่นเสียงแห่งหนึ่งมาชวนเขาไปทำดนตรีประกอบให้กับ Nausicaä of the Valley of the Wind ผลงานวาดและกำกับชิ้นแรกของ Hayao Miyazaki ก่อนที่จะกลายเป็นผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิหลังจากนี้ การร่วมงานกันครั้งแรกและมิตรภาพของสองผู้เป็นตำนานในปัจจุบันเริ่มขึ้นจากตรงนี้

Hayao Miyazaki

Chapter 03 : Joe and Hayao

Joe Hisaishi กับ Hayao Miyazaki สนิทกันมากหลังจากการ์ตูนเรื่องนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี พอเข้าปี 1986 พวกเขาจึงตัดสินใจร่วมงานกันอีกครั้งใน Laputa : Castle In The Sky ดนตรีประกอบแรกเริ่มเดิมทีของเรื่องนี้นั้น Joe Hisaishi แต่งด้วยการใช้ซินธิไซเซอร์เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงหลัก แต่ถูกแก้ให้เอาไปทำใหม่ให้เป็นดนตรีรูปแบบซิมโฟนีออร์เครสต้า เพื่อให้งานสามารถขายในต่างประเทศได้ด้วย… ผลที่ออกมาคือร่างสุดท้ายที่ Joe Hisaishi แต่งมาดีมาก ทั้งปราณีต เต็มไปด้วยรายละเอียดของซาวด์สังเคราะห์ที่ถูดจัดวางอย่างดี ทั้งยังมีความเป็นมินิมอลในแบบที่เขาถนัดอีกด้วย เราอยากให้ทุกได้ลองฟังเพลงธีมของเรื่องที่ชื่อ The Girl Who Fell from the Sky แล้วจะเข้าใจว่าเราไม่ได้รู้สึกไปเองคนเดียว

 

2 ปีถัดมา (1988) Hayao Miyazaki ได้สร้างหนึ่งในการ์ตูนเรื่องที่ผู้ชมหลงรักและจดจำได้มากที่สุดในโลกของจิบลิอย่าง My Neighbor Totoro ส่วนในด้านของดนตรีนั้น Joe Hisaishi ได้กลับมาอะเรนจ์โดยการใช้ซินธิไซเซอร์อย่างที่เคยอยากทำก่อนหน้านี้อีกครั้งหนึ่งในเพลง "A Haunted House" ซึ่งเป็นเพลงที่ทุกวรรคตั้งแต่วินาทีที่ 0.00 จนจบดูง่ายดายไปหมด แต่การวางซาวด์ในแต่ละจุดก็ยังคงกลมกล่อมตามสไตล์เหมือนเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเรียบเรียงเพลงได้หลากหลายเหลือเกิน 

 

Chapter 04 : Island Song

นอกจาก Hayao Miyazaki กับ Studio Ghibli แล้ว Joe Hisaishi ยังได้มีโอกาสสร้างสีสันของชีวิตการทำงานด้วยการไปเป็นคอมโพสเซอร์ให้กับหนังอยู่หลายเรื่อง อีกหนึ่งในผู้กำกับที่เขาได้ทำงานร่วมด้วยหลายครั้งคือ Takeshi Kitano เขาก็ได้ทำดนตรีประกอบให้หนังของทาเคชิที่ชื่อ A Scene at the Sea (1991) เป็นเรื่องแรก สิ่งที่ต่างจากออกไปจากจิบลิคือ Joe Hisaishi ได้นำรูปแบบของความเป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่เขาเคยชื่นชอบตอนเรียนมหาวิทยาลัยมาใช้มากอย่างที่เคยมาก่อน (ขอเชียร์ให้ลองหาซาวด์แทร็คชิ้นนี้มาฟังกันดูนะ โน้ตของ Joe Hisaishi นี่คือเพราะสุดๆ) ทั้งคู่ทำงานเรื่องสุดท้ายด้วยกันในเรื่อง Dolls ตอนปี 2002 ซึ่งหลังจากนั้น Joe Hisaishi ก็ได้ไปทำดนตรีประกอบให้กับหนังอีกหลายเรื่อง (เราขอแนะนำ Depatures ปี 2008 มาดู หนังดีมาก)

Joe Hisaishi เคยให้สัมภาษณ์ถึงวิธีการทำงานของตนกับผู้กำกับหนังเอาไว้ว่า “ผมจำเป็นที่จะต้องเข้าใจไอเดียของพล็อตเรื่องนั้นๆ อย่างแจ่มแจ้ง แล้วต่อจากนั้นจึงไปพบกับผู้กำกับเพื่อเรียนรู้ความคิดของเขา เพื่อให้เข้าใจว่าเขาต้องการให้เราส่งความรู้สึกอย่างไรในแต่ละครั้งที่ตัวละครแสดงออกมา” ส่วนวิธีของการทำเพลงนั้นเขาอธิบายถึงกระบวนการของตัวเองว่า “มันจะเริ่มเหมือนเดิมทุกครั้งกับเปียโน ผมใช้เทคโนโลยีนะแต่ไม่พึ่งพามัน มันควรจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานแต่ไม่ใช่ทั้งหมด”

Chapter 05 : A Road To Somewhere

หลังจากโตโตโร่แล้ว Joe Hisaishi กับ Hayao Miyazaki ก็กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน Kiki’s Delivery Service ตอนปี 1989, Porco Rosso ปี 1992, Princess Mononoke ปี 1997 (ซึ่งเป็นเรื่องที่แฟนการ์ตูนของค่ายส่วนมากต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าความสามารถในการเรียบเรียงเพลงของ Joe Hisaishi ในเรื่องนี้มีความใกล้กับ John Williams ที่สุดแล้ว) และในปี 2001 เรื่องถัดมานี้เองที่ทำให้ทั่วโลกต่างสามารถจดจำจิบลิและทั้งคู่ได้อย่างขึ้นใจ Hayao Miyazaki ได้ให้กำเนิดโลกแห่งวิญญาณในโรงอาบน้ำ Spirited Away ขึ้นมาและกลายเป็นมาสเตอร์พีซของเขาไปโดยทันที มันทรงคุณค่าถึงขนาดสามารถคว้าออสการ์สาขาการ์ตูนยอดเยี่ยมในปี 2003 ได้จนสำเร็จ และชุดโน้ตที่งดงามในเพลง "One Summer’s Day" จากปลายลิ่มเปียโนของ Joe Hisaishi ก็กลายเป็นผลงานที่โลกจดจำเขาได้มากที่สุดไปโดยปริยาย 

 

“มันคงจะดีนะ ถ้าหนังเรื่องโปรดที่เราดูมีตอนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้พอได้รู้ว่าชีวิตของตัวละครที่เรารักเป็นอย่างไรกันบ้าง” แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าคุณได้ดูปฐมบทแล้วก็ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างนั้นมีปัจฉิมบทสร้างไว้รอเสมอไม่เว้นแต่ชีวิตจริง

หลังคว้ารางวัลไปได้แค่ปีเดียว ทั้งคู่ก็ปล่อยงานต่อมาทันทีในปี 2004 นั่นคือ Howl’s Moving Castle อีกหนึ่งเครดิตของ Joe Hisaishi ที่เต็มไปด้วยเพลงช่องว่างเยอะๆ โน้ตสวยๆ พ่วงด้วยความยิ่งใหญ่จากเครื่องสายและเครื่องเป่าแบบวงออร์เครสตร้า

ปี 2008 ถ้าใครติดตามจิบลิในเวลานั้น คงจะจำตัวละครเงือกจิ๋วแสนน่ารักชอบร้อง ป่อนโย๊ะ ป่อนโย๊ะ อย่าง โปเนียว ที่มาจาก Ponyo กันได้อย่างแน่นอน ซึ่งเพลงของเรื่องเป็นงานคอมโพสเซอร์ที่โจได้แรงบันดาลใจมาจากดนตรีฝั่งอเมริกาที่เขาเคยกล่าวไว้ว่าเขาภูมิใจกับมันมาก 

 

Chapter 06 : A Journey

เราเชื่อว่าถ้าหากพูดถึงปี 2013 ของจิบลิ เหล่าแฟนๆ ก็คงจะจำกันได้ดี เพราะมันเป็นปีที่ The Wind Rises ออกฉาย และเป็นปีที่ Hayao Miyazaki บอกกับทุกคนด้วยตัวของเขาเองว่าจะขอเกษียณจากวงการแล้ว

แน่นอนว่า Joe Hisaishi ได้รับหน้าที่เดิมอย่างที่เขาได้รับมาจากเพื่อคนนี้ตลอดหลายสิบปี สำหรับใครที่ดูแล้วก็คงจำได้ว่าตัวการ์ตูนเล่าถึง จิโระ เด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันจะเป็นช่างสร้างเครื่องบินผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต และส่วนหนึ่งของตัวละครนั้นเบสออนมาจากชีวิตจริงของ Hayao Miyazaki เอง

Joe Hisaishi สามารถสร้างเสียงเพลงข้างหลังภาพฝันของ Hayao Miyazaki ได้สวยงามไม่แพ้ข้างหน้าเลย เขาให้ความใส่ใจกับความมินิมอลในหนังเรื่องนี้เอามากๆ ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเหมือนสายลมกำลังพัดผ่านตัวเรา พร้อมกับหอบเรื่องราวอะไรบางอย่างจากไปด้วย Hayao Miyazaki เคยให้สัมภาษณ์ถึง Joe Hisaishi เอาไว้ว่า ในสายตาของเขาเองมองเห็นชายคนนี้เป็นคนที่ปราณีต ย้ำคิดย้ำทำจนสุดท้ายงานศิลปะของเขาก็ออกมาสมบูรณ์แบบจริงๆ ส่วนทางด้าน Joe Hisaishi ก็พูดถึงโลกของจิบลิที่เขาเคยสร้างร่วมกับชายคนนี้เอาไว้ว่า “ผลงานแทบทุกชิ้นของเขาเต็มไปด้วยฉากเครื่องบินเสมอ และการบินก็เป็นเสมือนความฝันอย่างหนึ่งที่มนุษย์อยากจะทำได้ ผมจึงพยายามเชื่อมต่อกับความรู้แห่งความหวังเหล่านั้น ทำเพลงในซีนนั้นให้ช้าๆ เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับสิ่งที่อยู่ในช่องว่างระหว่างการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น”

ส่วนเรื่องของการเกษียณ ด้วยมิตรภาพและการร่วมงานกันในงานทุกชิ้นกับ Hayao Yamazaki แล้ว เราเชื่อว่าความรู้สึกของ Joe Hisaishi คงไม่เกินจากที่คนคาดคะเนเอาไว้นัก (ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน) เขาบอกว่าการเกษียณของ Hayao Yamazaki เป็นการปิดหน้าหนังสือบทหนึ่งของชีวิตเขาลงไปด้วย แต่มันก็ทำให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญจากผู้กำกับทุกคนที่เขาเคยร่วมงานด้วย

"มันทำให้ผมเข้าใจว่าการเป็นผู้กำกับนั้นเป็นงานที่หนักมากขนาดไหน มันทำให้การดูหนังของผมไม่ได้โฟกัสแค่มุมมองของคอมโพสเซอร์อย่างเดียวอีกแล้ว แต่ผมยังมองในมุมของผู้กำกับด้วย ผมไม่ต้องการทำงานกับผู้กำกับที่ใช้ดนตรีเพียงเพื่อเป็นซาวด์เอฟเฟ็กต์ประกอบฉากอีกต่อไป แต่ผมต้องการทำงานกับคนที่ให้คุณค่ากับดนตรีอย่างที่มันสมควรจะได้รับจริงๆ"

เราเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ Joe Hisaishi มาถึงจุดนี้ก็คือ เขาตกหลุมรักในสิ่งที่ตัวเองทำมาทั้งชีวิต เขายินดีที่จะลองอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเสมอเพื่อเติบโตขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเขาก็ให้เกียรติกับผู้คนที่เขาทำงานเอามากๆ เราหวังว่าต่อจากนี้ไประหว่างที่ดูการ์ตูนของจิบลิ คุณจะสามารถได้ยินเสียงที่ Joe Hisaishi สร้างเอาไว้ได้อย่างชัดเจนขึ้นนะ 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : GettyImages, convertibletoyokohama.com, iheart.com และ lucien0maverick.wordpress.com