ทำความรู้จัก Morrissey วง The Smiths ผ่านหนังชีวประวัติ England Is Mine

ทำความรู้จัก Morrissey วง The Smiths ผ่านหนังชีวประวัติ England Is Mine
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

นอกจากชาวไทยจะได้ชมภาพยนตร์ชีวประวัติวงบริทป๊อปจากเมืองแมนเชสเตอร์ในตำนานอย่าง OASIS จากทาง Documentary Club ไปแล้วเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา ล่าสุดคอเพลงสากลรุ่นเก๋าคงได้ดีใจกันอีกครั้ง เมื่อ M Pictures ผุดโปรเจ็กต์ หนังผมไม่เล็กนะครับ ที่คัดสรรภาพยนตร์ดีมีคุณภาพมาให้ชาวไทยได้เลือกชมภาพยนตร์ดีๆ ที่เป็นทางเลือกมากกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับ blockbuster เท่านั้น โดยภาพยนตร์เรื่อง England Is Mine มอร์ริสซี่ย์ ร้องให้โลกจำ ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ถูกคัดสรรนำมาฝากแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ชีวประวัติของศิลปินอังกฤษจากเมืองแมนเชสเตอร์อีกคนที่อยากให้คนไทยได้ชมกันทั่วประเทศ

Morrissey หรือชื่อเต็ม Steven Patrick Morrissey คือชื่อของนักร้องนำวงร็อคในตำนานเกาะอังกฤษในยุค ‘80s อย่าง The Smiths ที่ถูกขนานนามว่าเป็นวงดนตรีที่มีอิทธิพลต่อวงดนตรีอื่นๆ ในยุค ‘80s มากที่สุด อีกทั้งยังเคยเอาชนะ The Beatles จากการเป็นวงดนตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกจากนิตยสาร NME นิตยสารดนตรีชื่อดังของอังกฤษในปี 2002 อีกด้วย แม้ว่าวง The Smiths จะมีผลงานด้วยกันแค่ 4 อัลบั้ม ใน 5 ปีก็ตาม คอเพลง ‘80s ต้องเคยได้ยินเพลงดังอย่าง “Hand In Glove”, “This Charming Man”, “How Soon Is Now?” และ “There Is a Light That Never Goes Out” กันมาบ้างอย่างแน่นอน

 

smiths-wrightphoto.co_.uk__0_

 

 

คลิกเพื่อฟังเพลงของ The Smiths

b0cbe3e3879257c7

 

นอกจากสไตล์ดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์จากส่วนผสมอันลงตัวระหว่าง Morrissey และ Johnny Marr หนึ่งในผู้ก่อตั้งวง และมือกีต้าร์ที่ความสามารถล้นเหลือชนิดหาตัวจับได้ยากแล้ว เนื้อเพลงยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ The Smiths โดยมีการบันทึกเอาไว้ว่าเพลงของ The Smiths รวบรวมเอาคำศัพท์ต่างๆ อันสละสลวยและไม่ซ้ำใครกว่า 1,100 คำมาแต่งเป็นเพลงใน 3 อัลบั้มแรก ซึ่งความสามารถในการเลือกสรรคำราวกับกวีชั้นเอกแบบนี้ก็ไม่ได้มาจากที่ไหน เป็นฝีมือการแต่งเพลงของ Morrissey นั่นเอง

หลังจากปี 1987 เป็นต้นมา Morrissey ก็เลือกเดินทางในสายดนตรีต่อด้วยการเป็นศิลปินเดี่ยว และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก Suedehead” ที่ไต่ขึ้นไปถึงอันดับที่ 5 บน UK Chart เป็นอันดับที่สูงกว่าทุกซิงเกิ้ลที่เคยปล่อยออกมาของ The Smiths และเพลง Everyday Is Like Sunday” ก็ขึ้นไปถึงอันดับ 9 บน UK Chart ได้สำเร็จอีกเช่นกัน  พร้อมกับอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขา Viva Hate ก็ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน UK Album Chart ไปได้อย่างสวยงาม นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ Morrissey ยังคงมีผลงานให้เราได้ฟังกันอยู่เรื่อยๆ มากมายถึง 47 ซิงเกิ้ล จาก 11 อัลบั้ม รวมถึงการทัวร์คอนเสิร์ตที่แฟนเพลงชาวไทยเกือบได้มีโอกาสได้ชมได้สัมผัสกับดนตรีของเขากันอย่างใกล้ชิด เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาอีกด้วย แต่ต้องยกเลิกไปอย่างน่าเสียดาย

 

10286986_677445365625341_2153

 

อย่างไรก็ตาม ที่เล่ามาเป็นเพียงความสำเร็จก้าวเล็กๆ ของ Morrissey เพราะศิลปินระดับตำนานที่ยังมีชีวิตคนนี้ยังมีเรื่องราวมากมายที่เราอาจไม่เคยทราบ รู้หรือไม่ว่าชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งเรื่องครอบครัว โรงเรียน และการแสดงความสามารถทางดนตรีของเขาให้โลกได้รู้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายอย่างที่ใครหลายคนคิด ต้องออกจากโรงเรียนมาตามล่าหาความฝันที่เลือนราง ทำงานเก็บเงินเลี้ยงตัวเองไปวันๆ ตกงานจนต้องไปขอเงินจากภาครัฐ คว้าโอกาสที่จะเป็นศิลปินด้วยการเป็นนักร้อง และนักแต่งเพลงให้กับวงดนตรีที่ภายหลังก็แยกวง ดั้นด้นตามไปเป็นนักร้องให้กับอีกวง แต่ออดิชั่นแล้วค่ายเพลงก็เลือกสมาชิกทุกคนยกเว้นตัวเขาเอง กลายเป็นศิลปินไร้วงอีกครั้ง จนกระทั่งเขาได้มาเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลงให้กับเขา เขาจึงมีกำลังใจลุกขึ้นสู้เพื่อที่จะได้เป็นศิลปินอย่างเต็มตัวอีกครั้ง จนสุดท้ายโชคชะตาพาให้มาพบกับ Johnny Marr เด็กชายอายุ 14 ปีที่พาผองเพื่อนมาเคาะประตูชวนเขาเข้าร่วมวงดนตรีถึงหน้าบ้าน จนกลายเป็นวง The Smiths ในที่สุด

เรื่องราวระหว่างบรรทัดด้านบน จะเป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ดราม่าชีวประวัติเรื่อง England Is Mine มอร์ริสซี่ย์ ร้องให้โลกจำ โดยได้ Jack Lowden จาก Dunkirk มาแสดงเป็น Morrissey ใครอยากทำความรู้จักศิลปินผู้อุทิศเวลาทั้งชีวิตให้กับดนตรี พาเสียง และฝีมือการแต่งเพลงของเขาออกมาให้โลกได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใดๆ และยังคงทำงานเพลงที่เขารักอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันในอายุเกือบเกษียณ (แต่เขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเกษียณ แถมยังเพิ่งออกอัลบั้มใหม่ที่ชื่อว่า Low in High School ไปเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมาด้วย) ก็อย่าลืมลากเพื่อนไปชมกันเต็มๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ทุกโรงภาพยนตร์ ด้วยราคาน่ารัก 120 บาทต่อที่นั่งตลอดโปรแกรมฉาย

 

 posterenglandismine

 

 

____________________

Story : Jurairat N.