(รีวิว) OneRepublic Live in Bangkok กับ 10 ปีที่แฟนเพลงชาวไทยรอคอย

(รีวิว) OneRepublic Live in Bangkok กับ 10 ปีที่แฟนเพลงชาวไทยรอคอย
S! Music

สนับสนุนเนื้อหา

“Apologize my love at first sight”

เราไม่ได้หมายถึง “ขอโทษสำหรับรักแรกพบของเรา” แต่เราหมายถึง เพลง “Apologize” เป็นรักแรกพบของเราต่างหาก เพราะเรายังจำความรู้สึกครั้งแรกที่เราฟังเพลงนี้ได้ ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง ฟังวนไปอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งตัดสินใจเดินไปซื้อซีดีที่ร้าน และตั้งใจฟังทุกเพลงพลางเปิด booklet อ่านไปด้วย นั่นทำให้เราร้องเพลงในอัลบั้ม Dreaming Out Loud ได้ทุกเพลงโดยไม่ได้ตั้งใจ และหลังจากฟังจนซีดีแทบเปื่อย เราก็คิดว่าหาก OneRepublic มาไทย เราต้องไปดูให้ได้

 

แม้ว่าจากวันนั้น จนถึงวันนี้จะผ่านมา 10 ปีแล้ว เราอาจจะไม่ได้ตามฟัง OneRepublic หรือซื้อมาฟังทุกอัลบั้มเหมือนที่เคยตั้งใจ (ด้วยแนวทางเพลงของวงที่เปลี่ยนไป อาจจะไม่ถูกจริตเรา 100% เหมือนเมื่อก่อน) แต่เราก็ดีใจกับตัวเองที่เรายังเฝ้ารอพวกเขามาได้ถึง 10 ปี สุดท้ายเราก็ได้ฟัง “Apologize” และอีกหลายเพลงดังที่กรุงเทพ

 

หลังจากเรียกความตื่นเต้นให้กับตัวเองใน interview session เล็กๆ ก่อนคอนเสิร์ตเริ่มกับ OneRepublic ไปแล้ว (บทสัมภาษณ์จะตามมาเร็วๆ นี้) เราหมดเวลาไปกับการต่อคิวถ่ายรูปกับ backdrop ของวง เวลา 20.35 น. OneRepublic ก็เริ่มคอนเสิร์ตด้วยเพลงสุดมันในความทรงจำของใครหลายคนอย่าง “Stop & Stare” จนทำให้แฟนเพลงแถวหน้านั่งไม่ติด ลุกขึ้นยืนตั้งแต่เพลงแรก (ยันเพลงสุดท้าย) ต่ออารมณ์มันๆ ด้วย “Secrets”  อีกเพลงที่แฟนเพลงรุ่นเก่ารอคอย ก่อนจะต่ออย่างลื่นไหลด้วย “Kids” เพลงในอัลบั้มใหม่ Oh My My ที่เข้ากันได้ดีกับ 2 เพลงแรกอย่างน่าประหลาด

 

 

หลังจากนั้นก็ยังมันก็ต่อเนื่องไม่หยุดกับ “Good Life” “Wherever I Go” “Better” และ “Feel Again” ที่บรรยากาศ แสง สี เสียง ยอดเยี่ยมจนอดใจหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายเก็บไว้สักรูปสองรูปไม่ได้ และแน่นอนแฟนเพลงทั้งร้อง ทั้งโบกมือตามกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับเป็นช่วงเวลาที่ต่างต่างรอคอยกันมาอย่างยาวนาน

 21951410_10155230109585910_20

Ryan Tedder ทักทายแฟนเพลงทั้ง “สวัสดีครับ” และ “ขอบคุณครับ” ชัดแจ๋ว พลางขอโทษที่ปล่อยให้คอยนานถึง 10 ปีกว่าจะมาที่นี่ เมื่อ 4 ปีที่แล้วเขากับสมาชิกในวงได้มาเที่ยวที่นี่ และชอบเมืองไทยมากๆ อยากกลับมาเล่นสดให้ทุกคนได้ดู และแล้ววันนี้ก็มาถึง สัญญาว่าครั้งหน้าจะไม่ให้คอยนานขนาดนี้ อีกทั้งยังสัญญาว่าปีหน้าพวกเขาจะมีเอเชียทัวร์อีกครั้ง และจะกลับมาเมืองไทยอีกแน่นอน แฟนเพลต่างกริ๊ดตอบรับว่าครั้งหน้าก็จะมาชมพวกเขาเหมือนเดิมเช่นกัน

 

Ryan ยังบอกอีกว่า พวกเขาเลือกที่จะมาเมืองไทยโดยจัดเวลาว่างก่อนคอนเสิร์ตเริ่ม 24 ชั่วโมง และหลังคอนเสิร์ตอีก 24 ชั่วโมง เพื่อที่พวกเขาจะออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในไทยให้ได้มากที่สุด หลังจากเท้าแตะไทย พวกเขาก็ออกเที่ยวไปหลายที่ ทั้งเวทีมวยลุมพินี ชิมผัดไทยประตูผีเจ้าอร่อย ล่องเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เที่ยววัดวาอารามต่างๆ และอีกเพียบ เพราะการมาในครั้งนี้ของพวกเขาอยากจะสนุกกับประเทศไทยให้มากที่สุด สังเกตได้จาก social media ของวง และส่วนตัวของแต่ละคน อัพรูปเที่ยวในไทยกันรัวๆ จริงๆ

 21951401_10155230109525910_11

 

จากั้นเข้าสู่ช่วง piano session ที่ Ryan บอกว่าเขาเคยอยากจะเอาเพลงที่เขาแต่งให้คนอื่นมาร้องในคอนเสิร์ตตัวเอง แต่ไม่กล้าเสียที แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าอยากทำ และไม่สนใจอะไรแล้ว ใครรู้จักขอให้ร้องตามด้วย (แถมยังหยอดมุกว่า เพลงที่ 2 ถ้าใครไม่รู้จักแปลว่าแก่มาก ทำเอาแฟนเพลงฮาลั่น) 2 เพลงนั้นคือ “Halo” ของ Beyonce และ “Happier” ของ Ed Sheeran แฟนเพลงพร้อมใจกันเปิดไฟจากมือถือกันโดยมิได้นัดหมายกันทั้งฮอล บรรยากาศช่วงนี้ดีมากจนน้ำตาจะไหล Ryan ร้องได้ดี เล่นเปียโนได้เก่งจนน่าขนลุก ทำให้เราเชื่อแล้วว่าเป็นศิลปินและโปรดิวเซอร์อันดับต้นๆ ของโลกตัวจริงเสียงจริง

 

เพลงหลังจาก Halo/Happier เป็น slot ที่ทางวงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของไทยโชคดีที่ได้ “Something I Need” เพลงที่พวกเขาเล่นเป็นครั้งที่ 3 ในเอเชียทัวร์ครั้งนี้ และเป็นเพลงโปรดของใครหลายคน จากนั้นก็มันกันต่อกับ “I Lived” ที่ทุกคนร้องตามกันได้คล่องปาก

 

จากนั้นก็เข้าสูช่วงเร่งเครื่องให้ร้อน กับแสงสีเสียงเต็มพิกัดใน “All The Right Moves” “No Vacancy” และ “Let’s Hurt Tonight” หากคิดว่า Ryan Tedder เป็นอัจฉริยะของวงทีทำได้ยอดเยี่ยมในทุกๆ ด้าน ทั้งแต่งเพลง ร้องเพลง และเอนเตอร์เทนคนดูแล้ว สำหรับสมาชิกอื่นๆ ในวงก็อัจฉริยะไม่แพ้กัน ทั้งฝีมือตีกลองสุดแน่นของ Eddie กีต้าร์ลูกละเอียดทุกเม็ดของ Drew และ Zach ตำแหน่งกีต้าร์ ก็ยังหยิบจับวิโอล่ามาเล่นบ้างบางเพลง ในขณะที่ Brent สุดหล่อประจำวงก็เล่นไปหมดทั้งเบส คีย์บอร์ด เชลโล่ และอีกเพียบ ความดีงามของ OneRepublic คือการที่สมาชิกแต่ละคนเล่นเครื่องดนตรีได้หลายอย่าง (ถ้า Ryan จะเก่งขนาดนี้ สมาชิกในวงคนอื่นๆ ก็คงต้องเก่งไม่แพ้เขาแน่นอน) โดยเฉพาะ Zach เพื่อนสมัยมัธยมของ Ryan ที่มีช่วงโซโล่กีต้าร์คลาสสิกของตัวเอง เล่นเอาแฟนเพลงตะลึงกันไปทั้งฮอล

 

21951445_10155230109575910_49

21951474_10155230109400910_12 21985990_10155230109545910_18

 

พูดไม่ทันขาดคำ Brent กับ Zach ก็หยิบเอาเครื่องสายอย่างเชลโล และวิโอล่าออกมาเล่นคลอไปกับเปียโนของ Ryan ในเพลงดัง “Apologize” นาทีนี้เราบอกได้เลยว่าฟินมาก ทั้งภาพและเสียงตรงหน้าคือที่สุดของเพลงที่ดีที่สุดเพลงหนึ่งที่เราเคยฟังมาเลย 

เข้าสู่โหลดดาร์กกันไปแล้ว ก็กลับมาแดนซ์กันต่อกับ “Rich Love” และ “If I Lose Myself” ที่สำหรับเพลงแรก Ryan บอกว่าอาจจะร้องเพลงนี้เป็นครั้งสุดท้ายในทัวร์นี้แล้ว ถือเป็นการปิดท้ายซัมเมอร์ในประเทศที่เหมาะกับซัมเมอร์ที่สุด ทุกคนเดินลงจากเวทีไปไม่นาน แฟนเพลงชาวไทยก็เริ่มโปรเจ็กเปิดไฟมือถือก่อนเพลง “Counting Stars” แทนการ encore ด้วยเสียงตะโกน ไฟสว่างวาบจนแทบไม่ต้องพึ่งไฟในฮอล น่าประทับใจจน Ryan เดินออกมาถ่ายวิดีโอเก็บเอาไว้ และพวกเขาก็ขึ้นมาต่อกับ “Counting Stars” และ “Love Runs Out” ส่งท้ายความสนุกของค่ำคืนนี้อย่างเต็มอิ่มตลอด 2 ชั่วโมง แม้ว่าจะเป็นทัวร์ของอัลบั้มใหม่ แต่ OneRepublic จัดเต็มกับเพลงจากอัลบั้มเก่าๆ มากกว่า เลยทำให้แฟนเพลงรุ่นเก่าอินกันมากเป็นพิเศษ และประทับใจกันไปไม่รู้ลืม

 21951401_10155230109525910_11

 

Ryan ย้ำอีกครั้งว่า ปีหน้าพวกเขาจะมีผลงานใหม่ออกมาอีก และจะแวะมาทัวร์ที่ไทยอีกครั้งแน่นอน เราเชื่อว่าแฟนเพลงที่นั่งไม่ติดเก้าอี้ ร้องตาม โบกมือตามกันตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายในฮอลนี้ คงจะมาเจอพวกเขาอีกแน่นอน ไม่ว่าแนวเพลงของพวกเขาจะเปลี่ยนไป แต่ความรัก และซื่อตรงต่อดนตรีของพวกเขายังคงเหมือนเดิม เราเชื่ออย่างนั้น และจะรอพวกเขากลับมาที่ไทยอีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อ

 

10 ปีก็รอมาแล้ว จะอีกกี่ปีก็รอได้เหมือนเดิม :)

 

 

 

ขอบคุณ Live Nation BEC-Tero Entertainment ด้วยค่ะ

 

____________________

Story : Jurairat N.