[รีวิว] Valentine: The Dark Avenger ไม่ใช่ฮีโร่มาร์เวลนะฮะ

[รีวิว] Valentine: The Dark Avenger ไม่ใช่ฮีโร่มาร์เวลนะฮะ
Beartai

สนับสนุนเนื้อหา

แม้จะมาถึงได้สักพักแล้วกับ HBO Go บริการสตรีมมิงเจ้าใหญ่อีกหนึ่งเจ้าที่เข้ามาทำการตลาดในบ้านเราด้วย แต่ทว่านอกจากบิ๊กเนมอย่าง Game of Thrones หรือ West World หรือแม้แต่หนังบล็อกบัสเตอร์จากฮอลลีวูดที่มีให้ชมแบบแตกต่างจากเจ้าอื่นก็ถือว่าขี้ริ้วแต่อย่างใด (ถึงหลายเรื่องจะแปลซับไทยงง ๆ อยู่เหมือนกัน) แต่ที่เราอยากเสนอในวันนี้คือคอนเทนต์ฝั่งเอเชียเองก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน (และหลายเรื่องเราก็อยากลองดูด้วยเพราะชื่อบรรเจิดมาก) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องนี้นี่ล่ะที่ชื่อเรื่องกระตุ้นต่อมอยากดูได้มากจริง ๆ สงสัยเพราะมีคำว่า Dark Avenger มาพ่วงด้วย ยิ่งดูตัวอย่างก็คิดว่าพลอตน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แถมเรื่องนี้ยังเป็นน้อยเรื่องที่มีพากย์ไทยมาให้ (แต่ไม่มีซับไทยนะ อ่าว) เลยอยากมาขอรีวิวเผื่อใครสนใจ และอีกแง่ถ้าทาง HBO Go มาเห็นจะเมตตาให้ความสำคัญกับซับไทยหรือพากย์ไทยในหนังและซีรีส์ต่าง ๆ ให้มากขึ้นด้วย

ตัวอย่างหนัง

หนังปี 2016 เรื่องนี้มาจากประเทศอินโดนีเซีย โดยตัวเรื่องดัดแปลงมาจากคอมิกอินโดฯ ของค่าย Skylar Comics ซึ่งเอาจริงไม่ได้เกี่ยวกับ Avenger ของมาร์เวลที่เรารู้จักแต่อย่างใด เพียงว่าเมื่อมีการจัดจำหน่ายในตลาดนานาชาติ ผู้จัดจำหน่ายต้องการทำการตลาดจึงแปะชื่อ The Dark Avenger ให้คนรู้สึกสนใจเท่านั้นเอง แต่กระนั้นความน่าสนใจจริง ๆ ของหนังไม่ได้อยู่ตรงที่มันชื่ออะไรหรอก แต่หากว่ามันเป็นหนังซูเปอร์อินโดที่มีพลอตน่าสนใจต่างหาก

นี่ยังเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกที่ใช้ ศิลปะป้องกันตัวอย่างปันจักสีลัต (Pencak Silat) ด้วย

หนังเล่าเรื่องของ โบโน่ ผู้กำกับหนังที่เอาโพรเจกต์ซูเปอร์ฮีโร่ไปขายบริษัทต่าง ๆ แต่ก็ไม่เคยได้รับความสนใจสักครั้ง เขาเบื่อข่าวในทีวีที่ผู้ร้ายก่อคดีกันอย่างอุกอาจและก็ยังได้ดิบได้ดีอยู่ เพราะขณะนี้ตำรวจก็ลำบากในการรับมือกับสุดยอดวายร้ายที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนไปทั่วสังคมเปิดช่องให้เป็นยุคสมัยของคนชั่วครองเมือง โบโน่ต้องการสร้างหนังฮีโร่ให้เด็ก ๆ ที่กำลังโตและเห็นพวกวายร้ายเป็นแบบอย่าง ได้มีแบบอย่างที่ดีนำหัวใจแทน เขาจึงไปขอความร่วมมือจาก เจ๊วัน เพื่อนที่ทำงานเบื้องหลังให้ช่วยหาดาราหน้าสวยที่เก่งศิลปะป้องกันตัวมาถ่ายหนังกันเอง ทว่าก็ไม่เจอคนที่ใช่เสียที

โบโน่ ได้ แมทธิว เซ็ตเทิล จากซีรีส์ Gossip Girl มาร่วมแสดง
เจ๊วัน ที่คล้ายเอา ยัด เฟ็ดเฟ่ ไปเล่นแต่จริง ๆ เป็นดาราสายฮาคนดังอย่าง อารี ดาเกียงซ์

วันหนึ่งขณะโบโน่กับวันอยู่ที่ร้านอาหาร เขาได้เห็นผู้ชายสองคนพยายามลวนลามเด็กเสิร์ฟจนเกิดการลงไม้ลงมือกัน แล้วเด็กเสิร์ฟสาวอีกคนก็เข้ามาช่วยอัดผู้ชายตัวโตสองคนจนน่วม และนั่นคือครั้งแรกที่โบโน่กับวันได้พบ ศรี เด็กสาวที่ทั้งสวยและเก่งพอที่สำคัญเธออยากหารายได้พิเศษอยู่พอดี

ศรี ได้ดาราอินโดหน้าฝรั่งอย่าง เอสเตล ลินเดน มาสวมบท

แล้วโพรเจกต์หนังฮีโร่ที่ให้ศรีสวมชุดฮีโร่นาม วาเลนไทน์ เข้าไปปราบคนร้ายของจริงที่ก่อคดีอยู่รอบเมืองแบบไม่มีเตี๊ยม โดยให้วันเป็นตากล้อง และโบโน่กำกับ,ตัดต่อเพื่อเอาขึ้นฉายทางยูทูบก็กำเนิดขึ้น

จากความทุลักทุเลในครั้งแรกของการถ่ายทำ ศรีจึงต้องฝึกศิลปะการต่อสู้แขนงต่าง ๆ เพิ่ม ในขณะที่วันเองก็ปรับแก้ชุดฮีโร่วาเลนไทน์และตั้งใจคุมสติตอนถ่ายให้นิ่งขึ้นด้วย ส่วนโบโน่ถึงขาจะพิการทำให้ลงภาคสนามไม่ได้แต่เขาก็ปั้นคลิปวาเลนไทน์จนติดกระแสในการรับรู้ของสังคมสำเร็จ

ฝั่งตัวร้ายของเรื่องก็ถือว่าน่าสนใจพอสมควร เพราะเป็นแก๊งอาชญากรที่แต่งตัวโคตรแฟนซี (หลายครั้งก็มีการล้อเลียนวายร้ายค่ายดังฝั่งตะวันตกด้วย) และอย่างยิ่งตัวหัวหน้านามว่า ชาโดว์ ที่เป็นบุรุษลึกลับภายใต้ชุดสีดำและฝีมือการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ก็สร้างความปั่นป่วนไปทั่วเมือง ตำรวจก็ไม่สามารถจัดการพวกเขาได้ ยิ่งทำให้เหล่าคนร้ายอื่น ๆ ทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างพาไม่กลัวกฎหมายกันไปหมด

ชาโดว์ และเหล่าสมุนสาวสายแฟนซีคอสตูม

หนังเรื่องนี้เลยมีการปะทะกันในเชิงคอนเซ็ปต์อยู่ตลอดว่า ไม่มีอะไรเป็นความดีหรือความชั่ว หากแต่ใครจะเป็นฮีโร่ในสายตาเด็ก ๆ ที่เป็นอนาคตของชาติต่อไปมากกว่ากัน เมื่อฝั่งโจรเรืองอำนาจ เด็ก ๆ ก็จำภาพและใฝ่ฝันอยากโตมาเป็นโจร เช่นเดียวกับบ้านเราช่วงหนึ่งก็อยากเป็น ตี๋ใหญ่ เป็น เสือใบ กันไปหมด ฝั่งโบโน่และศรีก็เป็นเหมือนคนธรรมดาที่ยอมไม่ได้กับเรื่องดังกล่าว และอาศัยพลังของสื่อภาพยนตร์ในมือตัวเองสร้างฮีโร่ฝั่งทำความดีขึ้นมาให้เด็ก ๆ ได้ยึดถือ ซึ่งนี่ล่ะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้โคตรมีของเลย

ฉากการต่อสู้แบบประยุกต์หลายแขนงศิลปะ เชื่อมกับฉากวิ่งไล่แบบปากัวร์ตอนกลางเรื่อง เป็นฉากที่สนุกกว่าฉากไคลแม็กซ์ช่วงหลังเสียอีก

ถึงแม้ว่าในส่วนอื่น ๆ ของหนังอาจพูดได้ล่ะว่าพร่องอยู่หลายจุด แต่ด้วยความที่เราไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาแต่แรกกับงานซูเปอร์ฮีโร่ฝั่งอาเซียนที่ต้นทุนห่างกับฝั่งมหาอำนาจโลกภาพยนตร์ราวฟ้ากับเหว มันก็เลยกลายเป็นหนังที่พอดูได้สนุกเลยล่ะ และแม้อะไรต่าง ๆ จะเดาได้โคตร ๆ ๆ ๆ ง่าย ยิ่งฉากหักมุมตอนท้ายเรื่องคือแทบเดาได้ตั้งแต่กลาง ๆ เรื่องแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ต้องชื่นชมคือการพลิกสถานการณ์ในช่วงกลางเรื่องเป็นอะไรที่โคตรช็อก แถมยังเป็นจุดพลิกผันที่ดีของตัวละครหลักด้วย เสียดายก็แค่ว่าหนังไม่ได้ขยี้ขยายหลาย ๆ จุดจนอารมณ์บางอย่างไม่ออกมาเต็มที่นัก

อย่างไรก็ตามนี่เป็นหนังที่ไอเดียดีและทำให้เราอยากเอาใจช่วยหนังซูเปอร์ฮีโร่ฝั่งบ้านเราบ้างเหมือนกัน