“Into the Night” หนีตาย ไกลตะวัน และการตามหาความเป็นมนุษย์ โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล

ช่วงนี้อยู่แต่ในบ้านแต่ละคนคงมีเวลาดูซีรีส์กันมากขึ้น ผมเองก็เช่นกัน ล่าสุดเพิ่งดู “Into the Night” ซีรี่ส์เบลเยี่ยมจบไปเลยอยากนำมาแนะนำให้ชมกันทาง Netflix
“Into the Night” เป็นซีรีส์สัญชาติเบลเยี่ยมขนาดไม่ยาวมากครับ มีแค่ 6 ตอนเท่านั้น (สำหรับซีซั่นแรก) สร้างจากนิยายออนไลน์เรื่อง “The Old Axolotl” ของ จาเซ็ค ดูกาจ นักเขียนมือรางวัลแนวไซไฟ-แฟนตาซีชาวโปแลนด์ ผู้สร้างคือ เจสัน จอร์จ ผู้เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับซีรีส์ดังๆ ของ Netflix อย่าง “The Naked Director” และ “Narcos” เมื่อปี-สองปีที่แล้วนั่นแหละครับ
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
แม้จะเป็นซีรีส์ที่ไม่ยาวมาก แต่มองรวมๆ “Into the Night” ก็เป็นซีรีส์แนวไซไฟผจญภัยเพื่อหนีตายให้พ้นหายนะวันล้างโลกที่สนุกตื่นเต้นใช้ได้เลยครับ แม้มันจะโม้เกินเลยไปอยู่มาก แต่ก็ถือว่ากล่อมให้ผู้ชมเชื่อได้อยู่พอสมควร มันเล่าถึงเหตุการณ์ประหลาดที่อยู่ๆ แกนรังสีแกมมาบนดวงอาทิตย์ก็สลับขั้วกันขึ้นมาเสียอย่างนั้น ส่งผลให้ดวงอาทิตย์ปล่อยความร้อนหรือรังสีหรืออะไรสักอย่างที่ไม่ว่ามันสาดไปโดนใครก็ตามที่อยู่บนโลก คนก็จะตายสนิทดับคาที่อะไรแบบนั้นแหละครับ คณะตัวละครกลุ่มหนึ่งซึ่งบังเอิญขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันจึงต้องเอาตัวรอดด้วยการบินย้อนเส้นเวลาไปทางตะวันตก บินไปยังเขตประเทศที่ยังอยู่ในโซนกลางคืนไปเรื่อยๆ เพื่อเลี่ยงแสงจากดวงอาทิตย์นั่นเองครับ
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
พล็อตหลักๆ ก็มีอยู่เท่านี้ แต่อย่างที่บอกแม้พล็อตจะไม่มีอะไรมาก และมีความทะเยอทะยานในความโม้สูงมากก็ตาม แต่ “Into the Night” ก็ดูสนุกทีเดียวครับ ด้วยความยาวที่ไม่ยาวจนเกินไป ทำให้แต่ละตอนใส่เหตุการณ์น่าตื่นเต้นที่ตัวละครแต่ะตัวต้องร่วมกันฟันฝ่าและเอชนะอุปสรรคไปทีละเปลาะ ที่สำคัญก็คือกว่าครึ่งของอุปสรรคที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากความเป็นมนุษย์ล้วนๆ ทั้งนั้นครับ
ทั้งการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน การหวาดระแวง ความเห็นแก่ตัว อคติ ทั้งหมดล้วนเป็นด้านมืดของมนุษย์ซึ่งเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็จะนำพาแต่วิบากกรรมมาสู่ตัวละครที่ลอยคว้างอยู่บนเครื่อง “Into the Night” ทำให้เราเห็นว่าแม้จะต้องบินเข้าสู่โซนมืดไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามนุษย์ไม่พยายามรวมตัวกันเอาชนะใจที่มืดของเราเองก็ยากที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้นะครับ เห็นได้จากเหตุการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในซีรีส์นี้นั้น ลงท้ายแล้วก็เป็นความพยายามที่จะอยู่ร่วมกัน เห็นอกเห็นใจกัน เปิดใจให้กัน และทำความเข้าใจกันของตัวละครนี่แหละครับที่ทำให้คณะบุคคลคณะนี้ยังเอาตัวรอดไปได้จนจบซีซั่นแรก
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ในความเห็นของผม แม้จะเป็นซีรีส์แนวไซไฟก็จริง แต่ “Into the Night” อีกครึ่งหนึ่งมันว่าด้วยคนล้วนๆ เลยครับ สังเกตดีๆ จะเห็นว่าแต่ละอีพีตั้งชื่อด้วยชื่อของตัวละครแต่ละคน และตอนต้นของแต่ละอีพีก็จะมีการเล่าปูมหลังของแต่ละคนเพื่อให้ผู้ชมทำความเข้าใจที่มาของพวกเขาและเธอว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ นานาที่ตัวละครแต่ละตัวเลือกหรือไม่เลือกกระทำซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นเรื่องหลักในภาพรวม
และว่ากันตรงไปตรงมานะครับ ผมว่าความสนุกของ “Into the Night” มันอยู่ที่ความเป็นมนุษย์แบบนี้มากกว่า เหตุการณ์ประหลาดทางวิทยาศาสตร์อะไรแบบนั้นมากกว่า
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
เพราะหากมองในแง่ของการเป็นซีรีส์วิทยาศาสตร์ พล็อตของ “Into the Night” ก็ชวนให้ผมสงสัยและตั้งคำถามอยู่มาก เช่น ผมยังไม่เข้าใจโดยถ่องแท้ว่าทำไมการสลับขั้วกันของดวงอาทิตย์จึงส่งผลกระทบต่อมนุษย์ แล้วสิ่งมีชีวิตบนโลกอื่นๆ เช่น สัตว์ต่างๆ หรือต้นไม้ล่ะมันตายด้วยไหม หรือถ้าคิดต่อไปอีก แล้วคนที่นั่งอยู่ในรถหรืออยู่ในอาคารที่ติดฟิล์มกรองแสงล่ะ จะรอดไหม หรือพวกเขาเกือบตายแต่ยังไม่ตาย อะไรทำนองนั้นแหละครับที่ผมคิดว่าหากตัวซีรีส์ทำออกมาไม่สนุกหรือกล่อมให้ผู้ชมเชื่อไม่ได้ล่ะก็ ผู้ชมจะมีคำถามเกิดความสงสัยขึ้นทันที แต่โชคดีที่ (ในความคิดของผม) เรื่องนั้นมันไม่เกิด “Into the Night” จึงยังเป็นซีรีส์ที่ดูสนุก ตื่นเต้นใช้ได้อยู่
แน่นอนว่า มันยังไม่จบนะครับเพราะตอนสุดท้ายของซีซั่นแรก ยังจบด้วยการทิ้งปมเรื่องราวต่างๆ ไว้อีกมาก เชื่อแน่ว่าอย่างไรก็ต้องมีซีซั่นที่สองตามมาแน่นอน และผมสังหรณ์ใจว่ามันจะโม้อย่างสุดขั้วเสียด้วย
ไม่มีปัญหาครับตราบใดที่ยังดูสนุก ตื่นเต้น และเน้นในสิ่งที่คนทุกคนเข้าใจได้ไม่ยาก สิ่งนั้นก็คือความเป็นมนุษย์ ความเป็นคนนั่นแหละครับ
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ชมตัวอย่าง Into the Night ได้ ที่นี่
เกี่ยวกับผู้เขียน
จักรพันธุ์ ขวัญมงคล
นักเขียน นักแปล นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และบรรณาธิการอิสระ สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะและสังคม
อัลบั้มภาพ 26 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


