7 ฉากเด็ดหนังปี 2019 จนต้องร้อง "ขอบคุณพระเจ้า" ที่ได้ดู

7 ฉากเด็ดหนังปี 2019 จนต้องร้อง "ขอบคุณพระเจ้า" ที่ได้ดู
Beartai

สนับสนุนเนื้อหา

ผ่านมา 11 เดือนแล้วสำหรับปี 2019 หากไม่นับอีก 1 เดือนที่เหลืออยู่ซึ่งจะมีหนังใหญ่อย่าง Star Wars ภาคที่ 9 และหนังดราม่าล่ารางวัลอีกหลายเรื่องทยอยเปิดตัว ตลอดทั้ง 11 เดือนของปีนี้ คอหนังก็ได้รับชมหนังหลากหลายแนวเหมือนเช่นทุกปี ในโอกาสเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าของชาวตะวันตก เว็บไซต์ Movieweb ถือโอกาสนี้ย้อนกลับไปดูว่า ฉากเด็ดโดนใจในภาพยนตร์เรื่องไหนบ้างที่แซ่บเวอร์ สุดยอด หรือต้องตบเข่าดังฉาด ร้อง “ขอบคุณพระเจ้า” ที่ดลบันดาลให้เหล่าผู้สร้างผู้กำกับหนังทั้งหลาย สร้างซีนเด็ด ๆ เหล่านี้ออกมา ชาว What The Fact ลองมาดูกันว่า มีฉากไหนที่โดนใจเราด้วยเหมือนกัน

Avengers ประจัญบาน (Avengers: Endgame)

Avengers: End Game

Avengers: Endgame

หนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีนี้และอาจจะเรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลสำหรับแฟนหนังซูเปอร์ฮีโรและแฟนหนังมาร์เวล ฉากการประจัญบานหลังจากกัปตันอเมริกาพูดคำว่า “Assemble” เปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดหรือปลายทางที่รอคอยกันมาตั้งแต่หนังเรื่องแรก Iron Man ในปี 2008 (จริง ๆ ในโรงภาพยนตร์ก็ได้ยินเสียงฮือฮา ตั้งแต่ได้ยินเสียงของฟัลคอนลอยมา ก่อนประตูมิติจะเปิดและทยอยขนพลพรรคมาร่วมรบ) ผู้กำกับพี่น้อง Russo ฉลาดในการสร้างซีนการต่อสู้ที่ค่อย ๆ บิวด์อารมณ์ เปิดศึกกับธานอสด้วยขวัญใจ Avengers รุ่นแรกก่อนอย่างกัปตันอเมริกา ธอร์ และไอรอนแมน ก่อนที่จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และมีเพื่อน ๆ มาช่วยอีกคำรบ ซึ่งก็ถือเป็นการกระจายบทบาทของตัวละครที่มีมากกว่า 20 ตัวได้ดี เราได้เห็นฉากรวมฮีโรฝ่ายหญิงแบบเท่ ๆ ฉากกอดที่คิดถึงและเป็นกอดสุดท้ายเรียกน้ำตาระหว่างโทนี สตาร์คและปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ฉากเปิดตัวอันทรงพลังของกัปตันมาร์เวล ฉากหมอแปลกมอบทางเลือกสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวให้กับไอรอนแมน ก่อนจะปิดท้ายด้วยความเศร้าตอนท้ายเรื่อง ครบรสและอิ่มเอมเหมือนที่หลายคนเอาไปเปรียบเทียบกับฉากรบสุดท้ายของ The Lord of the Rings พูดได้เลยว่า นี่คือฉากรวมพลประจัญบานของเหล่าฮีโรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา ต้องขอบคุณมาร์เวลที่สร้างช่วงเวลา 10 ปีที่ทรงคุณค่าและสร้างหนังที่สนองนีดแฟน ๆ ได้ถึงอกถึงใจตลอดมา

ความวินาศสันตะโรของสาวก Manson ที่บุกเข้าบ้านผิดหลัง (Once Upon a Time in Hollywood)

Once Upon a Time in Hollywood

Once Upon a Time in Hollywood

(สปอยล์) อีกหนึ่งผู้กำกับสุดกวนที่ทำหนังแบบไม่แคร์โลกความเป็นจริง ต้องยกให้ Quentin Tarantino ที่เคยฆ่าฮิตเลอร์อย่างเมามันมาแล้วใน Inglorious Basterds (2010) เขากลับมาทำแบบเดิมอีกครั้งในหนังที่เล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของชารอน เทต นักแสดงสาวภรรยาของผู้กำกับ Roman Polanski ที่ถูกสังหารโดยเหล่าสาวกวัยรุ่นที่ถูกหลอนประสานโดยหัวหน้าลัทธิชาร์ล แมนสัน คอหนังหลายคนก็เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว เพื่อเข้าไปดูฉากฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญนี้ แต่กลายเป็นว่า Tarantino หักหลังคนดูอย่างร้ายกาจ ด้วยการให้เหล่าสาวกดันเกิดไม่พอใจริค ดาลตัน ตัวละครของ Leonardo DiCaprio นักแสดงตกอับที่อยู่บ้านข้าง ๆ เทต ที่ออกมาด่าสาดเสียเทเสียขณะที่พวกเขาจอดติดเครื่องรถเสียงดัง ขณะรอจังหวะบุกบ้านเทต เหล่าวัยรุ่นเลยเปลี่ยนใจขอบุกบ้านดาลตันแทน และดันไปเจอกับคลิฟ บูธ สตั๊นแมนท์สายโหดจอมบู๊เพื่อนของริค ตัวละครของ Brad Pitt และสุนัขสุดโหดแบรนดี้ หนึ่งเจ้านายหนึ่งหมาเลยเล่นงานพวกตัวร้ายซะหงายเก๋ง ต้องขอบคุณ Tarantino ทีมอบฉากอันบันเทิงที่สุดของเรื่อง และทำให้อย่างน้อย ๆ ชารอน เทต และลูกน้อยในท้องอายุครรภ์ 8 เดือน ก็ไม่ต้องตายในโลกสมมติเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบ

ทุกฉากทุกตอนของหนังแก๊งสเตอร์ทุนสร้างมหาศาล (The Irishman) 

The Irishman

The Irishman

เพิ่งเข้าฉายในสัปดาห์วันขอบคุณพระเจ้านี้เอง สำหรับหนังที่ผู้กำกับมือเก๋าอย่างคุณปู่ Martin Scorsese ตั้งใจอยากจะสร้างมากหลายสิบปี แต่เพราะต้องใช้ทุนสร้างราคาแพงไปกับการลดอายุตัวละครหลักทั้ง 3 (หนังเล่าเรื่องตอนช่วงของตัวละครที่มีทั้งตอนอายุ 50 และ 70 ปี) ประจวบเหมาะกับที่ Scorsese ตกลงกับ Netflix เกี่ยวกับทุนสร้างสนนราคาที่ 175 ล้านเหรียญฯ อันจะต้องใช้ไปกับเทคโนโลยี De-Aging ได้อย่างลงตัว Netflix ที่ก็อยากตบหน้าคณะกรรมการออสการ์อีกครั้ง หลังคณะกรรมการพยายามขัดขวางไม่ให้หนังจาก Netflix ได้มีที่ยืนบนเวทีรางวัล (ล้มเหลวไปแล้วกับ Roma ที่ถูกสรรเสริญอย่างมากเมื่อปีก่อน) จึงได้สมหวังกับการมีหนังของผู้กำกับชั้นครูมาอยู่ในสตรีมมิ่ง หลายเสียงชื่นชมมีให้กับหนังแก๊งเสตอร์ความยาว 3 ชั่วโมงครึ่งที่น่าจะเป็นอีกมาสเตอร์พีซตลอดกาล จากฝีมือของผู้กำกับที่ทำหนังแนวนี้ได้ดีที่สุดอย่างไม่มีเบอร์สอง (ประณีตบรรจงถ่ายวันละแค่ 3 ซีนต่อวัน ตลอด 108 วันของการถ่ายทำ) คงต้องขอบคุณทั้ง Netflix ที่กล้าเสี่ยงลงทุน และขอบคุณปู่ Martin ที่ยังมีแรงทำหนังที่เต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ (อย่างที่ไม่ใช่สวนสนุก?)

ฮิตเลอร์ลอยออกนอกหน้าต่าง (Jojo Rabbit)

Jojo Rabbit

Jojo Rabbit

ผู้กำกับสุดแนวอย่าง Taika Waititi ผู้กำกับหนังอย่าง Thor: Ragnarok (2017) และจะได้กลับมากำกับ Thor: Love and Thunder ก็มีผลงานเพี๊ยน ๆ แนว ๆ ออกมาในปีนี้เช่นกัน ชื่อว่า Jojo Rabbit (ยังไม่เข้าฉายในไทยและน่าจะไม่ได้เข้า) ที่ตัวเขาเองได้มารับบทเป็นฮิตเลอร์ หนังเป็นเรื่องราวของโจโจ ตัวละครหลักที่เป็นเพื่อนในจินตนาการของฮิตเลอร์ รับบทโดยนักแสดงเด็ก Roman Griffin Davis (ต่อไปนี้สปอยล์) ตลอดทั้งเรื่อง ฮิตเลอร์จะให้คำแนะนำและคำสอนผิด ๆ แก่โจโจ ซึ่งพอตอนจบที่โจโจได้เรียนรู้แล้วว่า ฮิตเลอร์พร่ำสอนเขาแต่เรื่องเลวทราม จึงได้รวบรวมความกล้าหาญเตะฮิตเลอร์ลอยออกนอกหน้าต่างไป ซึ่งเป็นฉากที่โดนใจที่สุดแล้วของหนังเรื่องนี้ หนังยังได้นักแสดงอย่าง Scarlett Johansson และ Sam Rockwell มาสมทบด้วย ขอบคุณ Waititi ที่ยังกล้าทำหนังแนว ๆ (…แนวถูกใจตัวเอง) แต่ก็เป็นหนังที่คงความอาร์ตและแหวกแนวได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

โจ๊กเกอร์เต้นรำกลางบันได (Joker)

Joker

Joker

ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างพากันกังวลว่ามีเรื่องร้าย ๆ อะไรเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนที่หนัง Joker เข้าฉาย (อย่างตอน The Dark Knight Rises ก็เกิดเหตุกราดยิงในโรงภาพยนตร์จนมีผู้เสียชีวิต) เพราะนับตั้งแต่หนังปล่อยตัวอย่างออกมา จนกระทั่งเริ่มมีนักวิจารณ์ได้ชมมากคนเข้าเรื่อย ๆ ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังเต็มไปด้วยความเศร้าซึม (ไม่เหมาะกับผู้เป็นโรคหรือภาวะซึมเศร้าจะรับชม) ที่อาจทวีก่อเกิดเป็นความรุนแรงกับฉากปลุกระดมในตอนท้ายเรื่อง ถึงขนาดเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯ ปิดประกาศเตือนให้ระแวดระวังความรุนแรงหน้าโรงภาพยนตร์ทุกแห่งที่ฉายหนังเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้น หนังก็มีฉากที่น่าจดจำที่สุดของเรื่องโดยปราศจากความรุนแรงใด ๆ (แต่อาจเต็มไปด้วยความขนพองสยองเกล้าแทน) นั่นคือ ฉากที่โจ๊กเกอร์เต้นรำไปกับเพลง Rock and Roll Part 2 ของ Gary Glitter บนบันไดบรู๊คลินของเมืองนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะไปปฏิบัติการในฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง จนอาจพูดแบบตลกร้ายได้ว่า นี่เป็นหนังที่รุนแรงที่สุดแห่งปี แต่กลับมีฉากที่ทรงพลังที่สุดเป็น “ฉากเต้น” และไม่มีปืนหรืออาวุธร้ายแรงอยู่ในฉากนี้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว (เบื้องหลังของฉากนี้ นักแสดง Joaquin Phoenix บิวด์ตัวเองให้เต้นรำโดยไม่มีการเปิดเพลงประกอบขณะถ่ายทำเลย) ขอบคุณผู้กำกับ Tod Phillips ที่พลิกโฉมและนำความสดใหม่ ความงานคราฟท์อันงดงาม มามอบให้กับหนังตระกูลซูเปอร์ฮีโรสายดาร์ค

จีนี่จ๋าพาเจ้าชายอะลาดินขึ้นขบวนแห่เข้าเมือง (Aladdin) 

Aladdin

Aladdin

หนังที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นยักษ์ล้มเรื่องแรกของหนัง Live Action เทพนิยายของ Disney แต่ทำไปทำมาก็กลับกลายเป็นหนังที่ทำเงินทั่วโลกไปเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของนักแสดงอย่าง Will Smith ด้วย Aladdin กลายเป็นความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัวโดยแท้ เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวแฟนตาซีสุดมหัศจรรย์ ลิง นกยักษ์ พรมวิเศษ และแน่นอน เพลงประกอบที่ทำให้คนดูแทบจะอยากลุกขึ้นร้องและเต้นตามขณะที่ได้ชม แม้ว่าโดยภาพรวมก็จะเหมือน ๆ กับหนัง Live Action ของ Disney เรื่องอื่น ๆ ที่ก็อปฉบับการ์ตูนมาแบบช็อตต่อช็อต Will Smith ขับร้องเพลง Friend Like Me ได้อย่างสนุกสนานในฉากที่ยักษ์จีนี่ตัวสีฟ้า เสกให้อะลาดินกลายเป็นเจ้าชายอาลี แล้วพาขึ้นขบวนแห่มาสู่แนะนำตัวเพื่อสู่ขอเจ้าหญิงจัสมินจากเจ้าเมือง ฉากเวอร์วังอลังการนี้แทบจะทำให้นึกถึงสุนทรียภาพของขบวนแห่ในหนัง Raiders of the Lost Ark (1981) (หรือ Indiana Jones ภาคแรก) กันเลยทีเดียว ขอบคุณ Will Smith และ Guy Ritchie ผู้กำกับ ที่ทำให้ฉากนี้กลายเป็นฉากที่ทำให้คนดูยิ้มกว้างที่สุดในรอบปี

ฉากการต่อสู้บนหลังม้า (John Wick: Chapter 3-Parabellum)

John Wick: Chapter 3-Parabellum

John Wick: Chapter 3-Parabellum

Keanu Reeves ได้ปีนี้เป็นปีทองหลังจากเงียบหายนาน เพราะความสำเร็จของ John Wick ภาค 3 ที่สุกงอมจนทำให้กลายเป็นหนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จ (รายได้ภาค 3 ของ John Wick ทำได้มากกว่าภาค 3 ของ The Matrix) จนทำให้ภาค 4 มารอจ่อถ่ายทำอยู่ทั้ง 2 เรื่องที่ว่า จุดขายที่โดดเด่นมาทุกภาคของหยังนักล่าของ The Continental ก็คือฉากการต่อสู้ที่ดิบ เถื่อน สมจริง ของผู้กำกับทุกภาคที่ผ่านมาซึ่งเคยเป็นทีมสตั๊นแมนท์ของ The Matrix มาก่อน ในภาค 3 นี้ ฉากที่เป็นที่ประทับใจของคอหนังบู๊ ก็คือฉากต่อสู้บนหลังม้าของจอห์นระหว่างหนีจากการตามล่าของแก๊งมอร์เตอร์ไซค์นินจา ซึ่งเป็นฉากของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องทันทีจากตอนจบในภาค 2 หลังจอห์นถูกอัปเปหิจากองค์กรนักฆ่าและต้องเริ่มหนีจากการไล่ล่าอย่างหัวซุกหัวซุน นอกจากนั้นหนังก็ยังมอบความบันเทิงแบบแอ็คชันจัดเต็ม ทั้งฉากหมัดแลกหมัด ต่อสู้ด้วยมีด ดาบ และฉาก long-take การต่อสู้แบบไม่มีคัท ขอบคุณความแก่แต่เก๋าของป๋าที่ยังมาเล่นหนังบู๊ได้อย่างมันหยดขนาดนี้ในวัย 50 กว่าแบบนี้