The Cave: รวมฮิตภารกิจถ้ำนางนอน

The Cave: รวมฮิตภารกิจถ้ำนางนอน

บางครั้งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจ ว่าเราจำเป็นต้องมีภาพยนตร์ (ที่ไม่ใช่สารคดี) อันว่าด้วยภารกิจช่วยชีวิตทีมหมูป่า 13 คนออกจากถ้ำนางนอนหรือไม่

นี่เป็นข่าวที่ดังที่สุดในโลกอยู่สองสัปดาห์กว่าในช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ข่าวที่ทำเอาคนทั้งโลกเฝ้าจดจ้องกับเหตุการณ์ที่พลิกผันแทบจะรายวัน พาอารมณ์กระโดดขึ้นลงหลายตลบ เปลี่ยนผ่านจากความหมดหวังเป็นความหวัง จากฟ้าที่สดใสเป็นฟ้ามรสุมดำทะมึน จากความตายเป็นการอยู่รอด นักข่าวทั่วโลก ช่างภาพทุกสำนัก พากันมารวมตัวอยู่หน้าถ้ำเพื่อรายงานปฏิบัติการณ์ของมนุษยชาติที่สุดท้ายจนจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง แบบที่ถ้าเป็นหนังตั้งแต่ต้น ก็เป็นหนังที่แสนจะเวอร์ เกินจริง เพราะตลอดสองสัปดาห์แทบไม่มีใครเชื่อว่าทีมกู้ภัยจะช่วยเด็กทีมฟุตบอลหมูป่าทั้ง 13 คนออกมาจากสถานการณ์วิกฤติได้แบบที่แทบจะไม่มีรอยขีดข่วนด้วยซ้ำ

ในเมื่อความจริงมันสมบูรณ์แบบ ในเมื่อมีภาพและหลักฐานของเหตุการณ์และอารมณ์ในช่วงเวลานั้นมากมาย เราจะต้องการภาพยนตร์มาเล่าอีกทำไม?

หนังเรื่อง นางนอน หรือ The Cave ของผู้กำกับไทยเชื้อสายไอริช ทอม วอลเลอร์ เป็นหนังเรื่องแรกจากหลายเรื่องที่มีข่าวว่าจะสร้างจากเหตุการณ์กู้ชีวิตหมูป่าติดถ้ำ คำถามผู้เขียนโยนไว้ว่า จำเป็นหรือเปล่าที่จะต้องมีหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ท้ายสุดคงเป็นเพียงคำถามทางทฤษฎี เพราะหนังก็ออกมาแล้ว (และน่าจะมีเรื่องอื่นตามมาอีก) และหนังก็ทำได้ไม่เลวนักตามเงื่อนไขและเจตนาของผู้สร้าง คือเป็นหนังที่ “รวมฮิต” สิ่งละอันพันละน้อย เกร็ดเบื้องหลัง และจุดเปลี่ยนเหตุการณ์สำคัญๆในมหากาพย์ถ้ำขุนน้ำนางนอน เป็นหนังที่ทำมาหวังดึงดูดทั้งคนดูทั่วโลก (ด้วยรายละเอียดเอ๊กโซติกแบบไทย) และดึงดูดไทยด้วยรายละเอียดที่คนไทยเท่านั้นที่ดูถึงจะเก๊ท (เช่น มุขนายก ที่ยกให้เป็นมุขตลกที่เยี่ยมที่สุดของปีเลย)  

ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับ

The Cave ไม่โฟกัสไปที่ตัวละครคนใดเป็นพิเศษ และกระจายบทไปกับตัวละครนับสิบ โดยเล่าเรื่องเรียงลำดับแบบ 1-2-3 สลับมุมมองไปเรื่อยๆ จนถึงตอนจบที่เด็กทุกคนถูกช่วยออกมาได้ หนังเปิดที่เด็กทีมหมูป่า 12 คนกับโค้ช ไปเที่ยวถ้ำหลังซ้อมบอล แล้วติดฝน น้ำขึ้นท่วมโถงถ้ำ ตัดไปอย่างรวดเร็วเมื่อเหตุการณ์นี้ถูกกระจายเป็นข่าว จากในประเทศร้อนไปถึงทหารสหรัฐ (ขนาดนั้น!) ต้องส่งทีมมาช่วย ตัดไปที่นักดำน้ำนานาชาติที่เสนอตัวเข้ามาร่วมปฏิบัติการณ์ สลับกับการรายงานของนักข่าวหลายชาติหลายภาษา สลับด้วยพิธีทางไสยศาสตร์และการร้องขอสิ่งเหนือธรรมชาติให้ช่วยรักษาชีวิตเด็กๆ ช่วงหนึ่งของหนังพูดถึงผู้ใหญ่ตุ้ม หัวหน้าทีมสูบน้ำที่พยายามเสนอตัวเอาท่อยักษ์มาช่วยแต่ติดระเบียบราชการจนเกือบจะถอดใจกลับบ้าน ตัดไปที่ชาวบ้านที่เสียสละยอมโดนน้ำท่วมนา ช่วงหนึ่งตัดไปที่เรื่องจ่าแซม หน่วยซีลที่เสียชีวิตในถ้ำ จนประมาณครึ่งหลังของหนังที่เรื่องเน้นไปที่นักดำน้ำไอริชชื่อ จิม วาร์นีย์ ผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำในถ้ำที่ถูกเรียกตัวมาสมทบในตอนท้าย และเป็นผู้ที่ช่วยนำโค้ชเอกออกจากถ้ำเป็นคนสุดท้ายจนภารกิจเสร็จสิ้น – คือหนังรวมฮิตทุกเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นข่าว จับมายำรวมกันในเวลา 104 นาที

หนังมีความมั่วๆ รีบๆ อยู่ เรื่องบางครั้งก็ดูกระจัดกระจาย และนักแสดงก็เล่นกันคนละเบอร์ เพราะหนังใช้ทั้งคนจริงๆ ในเหตุการณ์มาแสดงเป็นตัวเอง เช่น ผู้ใหญ่บ้านหัวหน้าทีมสูบน้ำ หรือ จิม วาร์นี่ และนักดำน้ำคนอื่นๆ และใช้ดาราจริงๆ มาสมทบ ส่วนการเล่าเรื่องหนังใช้ประโยชน์จากนักข่าว คือให้นักข่าวมาสรุปให้ฟังว่าเรื่องกำลังจะไปทางไหน ภารกิจถึงไหนแล้ว อันเป็นวิธีที่อาจจะตื้นไปหน่อยแต่ก็ทำให้คนดูตามเรื่องได้

ที่น่าสนใจคือ รายละเอียดต่างๆ ที่หนังเลือกใส่เข้ามา โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นถึงระเบียบราชการของไทยที่ทำให้ภารกิจในช่วงแรกล่าช้า เช่น ผู้ที่จะเข้ามาช่วยงานต้องมีบัตรอนุญาต ทั้งๆ ที่มันเสียเวลาและเป็นเรื่องความเป็นความตาย หรือมุขนายกรัฐมนตรีมาเยี่ยมนักดำน้ำ การที่ผู้กำกับ ทอม วอลเลอร์ มีสถานะเป็นคนไทยที่ไม่ใช่ไทยแท้ กลายเป็นข้อดีที่ทำให้เขาเลือกมองเหตุการณ์นี้ได้จากทั้งสองมุม คือมุมแบบคนท้องถิ่นที่ชอบดูเรื่องการเสียสละ หรือฉากเรียกน้ำตา และมุมจากคนนอกที่มีความท้าทายอยู่ในที เช่น ถ้าเป็นคนทำหนังไทยรับรองว่าไม่มีทางกล้าการใส่มุขนายกฯ เข้ามา หรืออาจจะไม่พูดถึงความอึดอัดในการทำงานกับระบบราชการ

ถึงจะมีข้อให้เกาหัวแกรกๆ ระหว่างทางอยู่ (เช่น ตกลงคุณนิรุตต์ ศิริจรรยา เล่นเป็นใครกันแน่) แต่ The Cave ก็พาเราไปได้จนสุด จนถึงฉากการช่วยเหลือไคลแม็กซ์เมื่อนักดำน้ำต้องวางยาสลบและนำเด็กออกจากถ้ำ ซึ่งทำดีใช้ได้ การถ่ายทำให้ถ้ำจริง (หมายถึงถ้ำอื่นๆ ที่มาแทนถ้ำนางนอน) และการใช้นักดำน้ำที่ร่วมภารกิจจริงๆ มาแสดงเป็นตัวเอง ทำให้หนังส่วนในถ้ำดูมีความน่าเชื่อ และทำให้เรารับรู้ประสบการณ์และความน่ากลัวของการดำน้ำในความมืดแบบนั้น

นี่เป็นหนังที่เรารู้เหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอยู่แล้ว และเป็นหนังที่ไม่สามารถเทียบได้กับความน่าตื่นเต้นของเหตุการณ์จริง เพราะตอนนั้นเรื่องจะออกเป็นโศกนาฏกรรมหรือเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ ยังไม่มีใครทราบอนาคต แต่ถ้าจะไปชม The Cave เพื่อย้อนระลึกถึงเหตุการณ์และเพื่อรายละเอียดบางอย่าง ก็พอจะแนะนำได้ครับ หนังเข้าโรงแล้ววันนี้

 

ชมภาพยนตร์ตัวอย่าง The Cave นางนอน ได้ ที่นี่

 

เกี่ยวกับผู้เขียน
ก้อง ฤทธิ์ดี
อัจฉริยะนักวิจารณ์ภาพยนตร์ นักเขียน นักแปล เจ้าของสำนวนสละสลวย มือรางวัลระดับโลก