Frozen 2 สู่เรื่องราวที่เรายังไม่เคยรู้

Frozen 2 สู่เรื่องราวที่เรายังไม่เคยรู้

ความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์ของ Frozen ภาคแรก ในปี 2013 นั้น เราอาจจะกล่าวได้ว่ามันคือการชุบชีวิตแอนิเมชั่นเจ้าหญิงของดิสนีย์ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง การทำเงินทั่วโลกในระดับ 1,274 ล้านเหรียญฯ การคว้ารางวัลออสการ์ในสาขาแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมและเพลงประกอบยอดเยี่ยม ยิ่งทำให้คำสาปราชินีหิมะ กลายเป็นแอนิเมชั่นของดิสนีย์ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลกเรื่องใหม่ และได้สร้างสองตัวละครในระดับไอคอนอย่างเอลซ่าและอันนาขึ้นมาทันที

 

 

เกิดอะไรใน Frozen ภาคแรกบ้าง

 

Frozen ถูกดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเทพนิยายเรื่อง The Snow Queen ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน บอกเล่าเรื่องราวของสองพี่น้องอย่างอันนาและเอลซ่า แห่งอาณาจักรเอเรนเดลล์ เอลซ่าผู้เป็นพี่ ค้นพบว่าตัวเธอเองมีพลังพิเศษในการควบคุมหิมะและน้ำแข็งได้ วันหนึ่งระหว่างที่ทั้งสองเล่นสนุกกัน เอลซ่าเผลอใช้พลังพิเศษทำอันนาบาดเจ็บ ทำให้พระราชาและพระราชินีต้องพาอันนาไปรักษากับชนเผ่าโทรล

 

 

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เอลซ่าเลือกปกปิดพลังพิเศษไม่ให้ใครรู้ เธอจึงปลีกตัวไม่สนิทสนมกับอันนาอย่างที่เคย ต่อมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อพระราชาและพระราชินีเสียชีวิตในเหตุการณ์เรือล่ม ทำให้สองพี่น้องต้องเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวและต้องดูแลกันเอง จนกระทั่งถึงวันที่เอลซ่าต้องขึ้นครองราชย์เป็นราชินีคนใหม่ เอลซ่าก็เผลอพลั้งมือใช้พลังพิเศษทำให้เมืองเอเรนเดลล์กลายเป็นฤดูหนาว ด้วยความรู้สึกผิด เธอจึงหนีขึ้นไปบนภูเขาและใช้พลังพิเศษสร้างปราสาทน้ำแข็งขึ้นมา

 

 

อันนาพยายามออกตามหาพี่สาวโดยได้รับความช่วยเหลือจากคริสตอฟฟ์ ต่อมาเอลซ่าพลั้งมือใช้พลังพิเศษสาปอันนาให้หัวใจเธอกลายเป็นน้ำแข็ง หนทางเดียวในการช่วยชีวิตคือเธอต้องได้พบกับรักแท้ นำไปสู่การแก้คำสาปที่เปลี่ยนความเชื่อของสองพี่น้องไปตลอดกาล

 

 

นอกอาณาจักรเอเรนเดลล์

 

ยังมีคำถามค้างคามากมายที่คนดูยังต้องการคำตอบ ตอนนี้ผู้ชมอาจจะตั้งคำถามว่าอันนาจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร ในเมื่อเธอมีความสุขและมีทุกอย่างที่เธอต้องการในชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตามเราอาจจะยังไม่เคยรู้ว่า ตกลงแล้วเหตุการณ์เรือล่มที่คร่าชีวิตพ่อและแม่ของสองพี่น้องนั้น แท้ที่จริงพวกเขากำลังเดินทางไปที่ไหน และคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ทำไมเอลซ่าจึงเกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษ

 

เรื่องราวใน Frozen 2 จึงเหมือนการเรียนรู้ที่จะต้อสู้เพื่อหาที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ การลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง การค้นหาตัวตนเบื้องลึกของตัวเอง เมื่อเอลซ่าได้ยินเสียงเรียกประหลาดที่ไม่มีใครได้ยิน แม้เธอพยายามจะทำเป็นไม่รับรู้ แต่ดูเหมือนว่าเสียงนั้นก็ยิ่งดังขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง สิ่งดังกล่าวทำให้เอลซ่าได้เห็นเศษเสี้ยวจากอดีตของตัวเอง และนำไปสู่คำสัญญาที่ว่า เสียงดังกล่าวจะให้เหตุผลว่าทำไมเอลซ่าจึงมีชีวิตในแบบทุกวันนี้เธอจึงมุ่งมั่นในการค้นหาที่มาของเสียงดังกล่าว

 

ยิ่งไปกว่านั้นเมืองเอเรนเดลล์กำลังถูกคุกคามด้วยภัยครั้งใหม่ ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครองอย่างเอลซ่า ครั้งนี้ อันนา คริสตอฟฟ์ โอลาฟและสเฟน จึงต้องเผชิญหน้ากับการเดินทางครั้งใหม่ในดินแดนที่ยังไม่เคยมีใครก้าวล่วงเข้าไปสู่ป่าเวทมนตร์และทะเลอนธการที่ห่างไกลจากเอเรนเดลล์

 

 

การเดินทางครั้งใหม่ของเอลซ่า

 

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เอลซ่า” ได้กลายเป็นตัวละครไอคอนในระดับตำนาน เธอมีเวทมนตร์ มีตำแหน่งเป็นราชินี รวมถึงเธอยังได้รับการยอมรับจากผู้คนในเอเรนเดลล์ (และคนดูทั้งโลก) ในหนังภาคล่าสุด เธอพยายามเป็นราชินีที่ดี แต่เธอยังกังขาถึงพลังพิเศษของตัวเอง ปริศนานี้นำเอลซ่าไปสู่ดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยบททดสอบขีดจำกัดภายในตัวละจิตใจของเธอเอง ระหว่างทาง เธอจะค้นพบชีวิตในแบบที่เธอควรจะใช้ แต่ในการทำเช่นนั้น เธอก็เสี่ยงที่จะสูญเสียทุกสิ่ง รวมถึงตัวเธอเองด้วย ซึ่งการกลับมาครั้งนี้ก็ยังคงได้อิดิน่า เมนเซลกลับมาพากย์เสียงเอลซ่าอีกครั้ง

 

 

เพลงบทใหม่ที่ต้องกลายเป็นปรากฏการณ์

 

หลังจากที่ Frozen ภาคแรกเข้าฉาย สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือบทเพลง “Let It Go”ที่ดนตรีและเนื้อร้องแต่งโดยคริสเทน แอนเดอร์สัน-โลเปซและโรเบิร์ต โลเปซ ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และยังกลายเป็นยอดฮิตประจำปีนั้นในระดับโลก

 

ใน Frozen 2 สองสามีภรรยาโลเปซยังคงตอบตกลงในการกลับมาเขียนเพลงใหม่ถึง 7 เพลงในหนังภาคนี้ ซึ่งมีทั้งอารมณ์สนุกสนาน น่ารัก หม่นเศร้าและให้กำลังใจ โดยแก่นหลักของบทเพลงในภาคนี้จะว่าด้วยเรื่องราวความเป็นตัวเองและการเลือกเส้นทางชีวิต ที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติต่างๆด้วยตัวเองของหญิงสาว โดยบทเพลงใหม่ในภาคนี้ประกอบไปด้วยเพลง All Is Found (ขับร้องโดยอีวาน ราเชล วู้ด ผู้ให้เสียงพากย์เป็นราชินีอิดูนา) Some Things Never Change (รวมนักแสดงผู้ให้เสียงพากย์ในหนังภาคนี้ ร่วมกันขับร้อง) Into the Unknown (อิดิน่า เมนเซลผู้ให้เสียงพากย์เป็นเอลซ่า) ซึ่งคาดว่าเพลงนี้จะเป็นเพลงเอกในระดับปรากฏการณ์แบบเดียวกับ Let it Go ,When I Am Older , Lost in the Woods, Show Yourself และ The Next Right Thing