“ชะตาธิปไตย” มองนักการเมืองในฐานะมนุษย์

หลายคนบอกผมว่ายุคสมัยนี้มันช่างมืดมนเสียเหลือเกิน ผมมักบอกว่ามันยังไม่ถึงกับ “มืดมน” นะครับ โอเค แค่อาจจะสลัวรางนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับมืดมนหรอก เพราะถ้ามืดมนจริงๆ หนังสารคดีอย่าง “ชะตาธิปไตย” คงจะไม่ได้ฉายแน่ๆ การที่หนังเรื่องนี้ได้ลงจอฉายในบ้านเราก็อาจจะเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ดีก็ได้นะครับ
แม้อันที่จริงหนังของ นพ.เดชา ปิยะวัฒน์กูล เรื่องนี้ก็เกือบจะไม่ได้ฉายเหมือนกันนะครับ เพราะตัวหนังนั้นเริ่มถ่ายทำราวปี 2554 หลังจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภาและเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ตัดต่อจนแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2556 แต่ก็เกิดเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปลายปีก่อนที่จะกลายเป็นการยึดอำนาจรัฐประหารในปีต่อมาอย่างที่เราท่านทราบกันดี “ชะตาธิปไตย” ของหมอเดชาก็เลยประสบชะตากรรมเคว้งคว้างไร้ธิปไตยต่อไปอีกหลายปี จนกระทั่งเรามีโอกาสได้เลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั่นแหละครับ แม้ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ประหลาดอย่างไรก็ตาม แต่อย่างน้อยการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานี้ก็นำมาซึ่งแสงสว่างบางอย่างให้หมอเดชานำ “ชะตาธิปไตย” มาตัดต่อใหม่และได้ฉาย อย่างนี้แล้วจะบอกว่ามืดมนไปหมดเลยก็คงจะไม่ได้นะครับ
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ผมมองว่าโดยเนื้อแท้ “ชะตาธิปไตย” ไม่ใช่หนังการเมืองในแง่ที่หนังพยายามทำความเข้าใจความหลากหลายและความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมืองสักเท่าไหร่เลยนะครับ อาจจะไม่ใช่เลยด้วยซ้ำ เพราะแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ “ชะตาธิปไตย” เป็นก็คือ การเป็นหนังที่พูดถึงเนื้อแท้ของมนุษย์ เป็นหนังที่พยายามทำความเข้าใจ “คน” (ในที่นี้ ได้แก่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว, นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ และ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ เพื่อนนักศึกษาแพทย์ศิริราชรุ่น 92 ร่วมรุ่นกับ นพ. เดชา ผู้กำกับ) ว่า อะไรทำให้คนคนหนึ่ง-แถมยังเป็นหมอเสียด้วย-เดินเข้าสู่สนามการเมือง
ที่ผ่านมาเมื่อเราพูดถึง “นักการเมือง” น้อยครั้งนะครับที่เราจะนึกถึงเรื่องดีๆ ส่วนใหญ่เรามักจะมองว่า พอเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับ “นักการเมือง” ปุ๊บ เราก็มักจะนึกถึงวาทกรรมประเภท “โกงกิน” บ้าง “ทำเพื่อพวกพ้อง” บ้าง “เข้ามาหาผลประโยชน์” บ้าง ซึ่งก็ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยนะครับ นักการเมืองแบบนั้นก็มีอยู่จริงแหละ แต่ก็ไม่ได้แปลว่านักการเมืองทุกคนเป็นแบบนั้นทั้งหมด ปัญหาใหญ่ที่เรามีต่อนักการเมืองก็คือ เรามองนักการเมืองในรูปแบบเดียวกัน คือเป็นปีศาจ ชั่วร้าย ไม่รักชาติ ฯลฯ โดยที่มองข้ามสองเรื่องใหญ่ๆ ไปก็คือ หนึ่ง ทุกอาชีพชั่วร้าย เป็นปีศาจได้ทั้งนั้น กับสอง นักการเมืองเป็นอาชีพ และที่ประกอบสัมมาชีพเป็นนักการเมืองก็เป็นคน เป็นมนุษย์เหมือนเราๆ ท่านๆ
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
“ชะตาธิปไตย” มองนักการเมืองด้วยสายตาแบบนั้นแหละครับ หมอเดชามองทั้งสามคนในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และมากไปกว่านั้นอีก หมอมองมนุษย์ทั้งสามเหล่านั้นในฐานะ “เพื่อน” ของพวกเขา “ชะตาธิปไตย” จึงนำเสนอชีวิตจริงของหมอชลน่าน, หมอภูมินทร์ และหมอบัญญัติ ในแบบที่ลึกซึ้งและ “รัก” ในตัว subject ในแบบที่พวกเขาเป็นจริงๆ
พอผู้กำกับมีสายตาแบบนั้น ในหนัง “ชะตาธิปไตย” เราจึงได้เห็นความเจ็บปวด บาดแผลของหมอทั้งสาม เห็นแรงขับที่ทำให้เขากลายมาเป็นผู้สมัคร สส. ลงหาเสียงรับเลือกตั้ง เห็นความมุ่งมั่น เห็นความท้อแท้ เห็นความเหนื่อยล้า เห็นไฟในดวงตาคุโชน คงไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าทั้งหมดนั้นคือองค์ประกอบของการเป็นมนุษย์ องค์ประกอบในการดิ้นรนใช้ชีวิตที่ทำงานการเมืองนั่นเอง
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
แม้จะพยายามแล้วที่จะเป็นกลาง แต่โดยรวมมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้กำกับจะมีน้ำเสียงและทัศนะเอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลยนะครับ อย่างไรเสียหนังก็ต้องมี “น้ำเสียง” อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว (เลี่ยงไม่ได้ต่อให้พยายามเลี่ยง) แต่ก็ต้องชื่นชมในความพยายามเป็นกลางของหมอเดชาครับ ผมดูแล้วยังแอบสงสัยว่า หมอเขาแบ่งเวลาในหนังของทั้งสามคนเท่าๆ กัน ในทุกๆ พาร์ตของหนังด้วยหรือเปล่า ดูมันเท่าเทียมกันดี แต่แอบรู้สึกว่าพอแบ่งเท่าๆ กันแล้วหนังเลยยาวไปนิดหนึ่ง และฟุตเตจบางตอนก็มีแมสเสจซ้ำๆ
แต่โดยรวม “ชะตาธิปไตย” ก็ถือเป็นมิติใหม่ของหนังไทยหรือแม้แต่หนังสารคดีไทยนะครับ มีไม่กี่เรื่องที่จะพูดถึงนักการเมืองด้วยมุมมองแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เดียดฉันท์นักการเมืองเกินไปนัก ก็ไปดูกันนะครับ
ชมภาพยนตร์ตัวอย่าง ชะตาธิปไตย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


