Brightburn เผยด้านสยองของซูเปอร์ฮีโร่

Brightburn เผยด้านสยองของซูเปอร์ฮีโร่

ระหว่างที่เราเคยตั้งคำถามถึงซูเปอร์ฮีโร่ ว่าถ้าหากวันหนึ่งมีหนังเกี่ยวกับยอดมนุษย์ ที่ถือกำเนิดมาแล้วเขาเลือกจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ชั่วร้ายและทำเรื่องที่สยดสยองบ้าง จะเกิดอะไรขึ้น Brightburn จึงเปรียบเสมือนหนังที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบคำถามดังกล่าว

 

 

เด็กชายจากนอกโลก

 

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีลูกได้ดั่งใจฝัน เช่นเดียวกับโทรี่ เบรเยอร์ (อลิซาเบธ แบงค์) เมื่อค่ำคืนหนึ่งที่เธอปรารถนาจะมีลูก จู่ๆก็มีเด็กทารกเพศชายตกลงมาจากฟากฟ้าในยานอวกาศอันแสนลึกลับ คล้ายกับเรื่องราวต้นกำเนิดของซูเปอร์ฮีโร่อย่างซูเปอร์แมน โทรี่และไคล์ (เดวิด เดนแมน) ได้ตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่าแบรนดอน ระหว่างที่เขาเติบโตขึ้นมา แบรนดอนทั้งฉลาด มีพรสวรรค์  และตั้งคำถามถึงความเป็นไปในโลกใบนี้จนกระทั่ง แบรนดอน (แจ็คสัน เอ. ดันน์) กำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น  ส่งผลให้เขาเริ่มปลดปล่อยพลังด้านมืดออกมา หลังจากที่โทรี่เริ่มสงสัยในพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกชายเธอ แบรนดอนเองก็เริ่มทวีความก้าวร้าวทางพฤติกรรม (โดยที่เขาเองไม่รู้ตัว) ไม่นานนักคนรอบตัวแบรนดอนก็เริ่มประสบกับเหตุการณ์ประหลาดเหนือคาดเดา

 

 

อีกด้านของหนังซูเปอร์ฮีโร่

 

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้หนังซูเปอร์ฮีโร่และหนังสือการ์ตูนในแนวทางนี้ยึดเอาพื้นที่ป๊อป คัลเจอร์ไปเป็นจำนวนมาก และด้วยเหตุผลนี้อีกที่ทำให้ ผู้อำนวยการสร้างเจมส์ กันน์ ผู้กำกับวิสัยทัศน์กว้างไกล ผู้อยู่เบื้องหลัง Guardians of the Galaxy และ Slither ได้นำเสนอมุมมองที่น่าตื่นตะลึงเกี่ยวกับภาพยนตร์แนวใหม่ ซึ่งก็คือภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สยองขวัญเรท R ขึ้นมา

 

Brightburn มองเห็นโอกาสในการทำหนังสยองขวัญขึ้นมา โดยไอเดียเริ่มต้นจาก ทีมเขียนบทที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไบรอัน กันน์และมาร์ค กันน์ ไบรอัน น้องชายของเจมส์ กันน์ ผู้กำกับ Guardians of the Galaxy เคยร่วมงานกับมาร์คในโปรเจ็กต์จอแก้วและจอเงินหลายเรื่องตลอดระยะเวลาการทำงานเกือบ 20 ปี พวกเขาร่วมกันสร้างแนวคิดในการบอกเล่าเรื่องราวสุดโต่ง ที่ความกลัวที่เลวร้ายที่สุดของคู่รักเกี่ยวกับลูกของพวกเขาจะกลายเป็นจริงขึ้นมา จากตำนานที่ย้อนกลับไปไกลถึงเรื่อง “โมเสส” มาจนถึงซูเปอร์ฮีโร่ร่วมสมัยที่ว่าด้วยพ่อแม่ที่ไม่มีลูกและรับเลี้ยงทารกจากในป่า (แน่นอนคงไม่ใช่เรื่องไหนนอกจาก Superman ของค่าย DC) แต่บรรดาคนเหล่านั้นเติบโตขึ้นมาอย่างสง่างามและกล้าหาญ จนเกิดการตั้งคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากตัวละครเหล่านั้น เติบโตไปในด้านมืดและพัฒนาไปในสิ่งที่เลวร้าย

 

 

แม้ตอนแรกบทภาพยนตร์ของ Brightburn จะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นหนังทุนต่ำ แต่ผู้กำกับเดวิด ยาโรเวสกี้ (The Hive) และผู้ควบคุมงานสร้างของเขา ไซมอน แฮทท์ มองว่าหนังเรื่องนี้มีศักยภาพและไปไกลได้มากกว่าที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้ ดังนั้นจึงมีการพัฒนาบทเพิ่มเติมและใส่การพลิกแพลงองค์ประกอบของหนังซูเปอร์ฮีโร่มากขึ้น อาทิ การนำพลังพิเศษของซูเปอร์ฮีโร่มาใช้ในมุมของหนังสยองขวัญ อาทิแทนที่ตัวละครจะใช้พลังดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือคน กลับนำสิ่งวิเศษเหล่านั้นมาทำร้ายคนให้เลือดตกยางออกแทน!

 

การนำหนังซูเปอร์ฮีโร่เข้าสู่โทนแนวสยองขวัญเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีการทำมาก่อนและเป็นสิ่งที่คนอยากจะเห็น ทีมงานถือเป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์มากมายกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ นี่คือหนังฮีโร่ที่มีศพห้อยระโยงระยางกับผนัง มีตับไตไส้พุงหล่นเกลื่อนกลาดไปหมด มันมีความสนุกมากมายพ่วงไปกับความรู้สึกอันน่าหวาดกลัว

 

 

ทำยังไงให้คนกลัวฮีโร่

 

ตัวละครแบรนดอนเป็นตัวละครที่ไม่ได้โผล่มาจากหนังฮีโร่แต่เพียงอย่างเดียว แต่เขายังผสมผสานบรรดาไอคอนหนังสยองขวัญ อย่างเช่น ไมเคิล ไมเออร์สจาก Halloween เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นวิธีการที่ตัวละครนี้คลุมโม่งปิดบังใบหน้า และหนังยังเลือกใช้ช็อตระยะไกลจากการที่เขากำลังจ้องมองใครสักคนเงียบๆจากระยะไกลด้วยท่าทีนิ่งๆไม่ไหวติง ภาพเหล่านั้นคือความน่าขนลุกที่จะถูกใส่เข้ามาในหนัง

 

 

ฮีโร่ หรือ มารร้าย

 

แน่นอนว่าตัวละครสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลย คือตัวละครอย่างแบรนดอน ซึ่งบทบาทนี้จะต้องดูน่าเชื่อถือในช่วงเริ่มต้นเรื่องที่เป็นเด็กวัยรุ่นน่ารัก ใสซื่อ เป็นเด็กดี ก่อนที่เขาจะรับรู้ว่าตัวเองมีพลังพิเศษ และเขาเลือกจะใช้มันในทางชั่วร้าย และบทบาทนี้ตกเป็นของแจ็คสัน เอ. ดันน์ ซึ่งกำลังเป็นวัยรุ่นมาหมาดๆ ก่อนมารับบทบาทนี้ สิ่งเขาต้องแสดงออกมาในฐานะวัยรุ่นเจ้าปัญหา ในขณะเดียวกันแจ็คสันก็มีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้คนดูตกหลุมรัก และในอีกด้านคือเขาก็เย็นชาชั่วร้ายได้เช่นเดียวกัน

 

แจ็คสัน เอ. ดันน์ ต้องทำความเข้าใจกับบทบาทตัวเองที่ต้องรับมือกับพรสวรรค์ที่ไม่เคยคาดคิด ในตอนเริ่มเรื่องแบรนดอนเป็นตัวละครปกติ รักครอบครัวของตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเขาเองไม่สามารถเข้ากลุ่มกับเด็กวัยเดียวกันได้ดีเท่าที่ควร และเขารู้สึกว่า ตัวเองสามารถเข้ากับผู้ใหญ่และครอบครัวของตัวเองได้ดีกว่า จนกระทั่งเขาสัมผัสได้ว่าตัวเองนั้นมีพลังพิเศษที่ทำให้เขาแตกต่างและโดดเด่นกว่าคนอื่น จนกระทั่งเขาตัดสินใจทำสิ่งที่เลวร้ายเพียงเพราะเขาหาทางรับมือกับชีวิต และความแปรปรวนในจิตใจของเด็กวัยรุ่น