รีวิว รัก 2 ปียินดีคืนเงิน (Love Battle) ตัวเลขกับความรัก

รีวิว รัก 2 ปียินดีคืนเงิน (Love Battle) ตัวเลขกับความรัก

เรามักจะได้ยินประโยคที่ว่า “เพราะชีวิต คือความไม่แน่นอน” อยู่บ่อยครั้ง เราอาจจะพบว่าคนรู้จักรอบตัวเรา ป่วย ไม่สบาย หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตไปโดยที่ ไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจ ไม่ทันได้ตั้งตัว ความไม่นอนดังกล่าวทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทประกัน ที่ออกกรมธรรม์ต่างๆ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของชีวิตเหล่านั้น เพียงเพราะผู้ซื้อประกันจะได้รับเงินชดเชย หรือกระทั่งการดูแลในยามที่เราประสบเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

กรมธรรม์รักสองปีทวีทรัพย์ ในหนังเรื่อง “รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน (Love Battle)” เริ่มมาจากตัวละครอย่างแทน (ปั้นจั่น ปรมะ อิ่มอโณทัย) นักคณิตศาสตร์ประจำบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ที่คิดว่า “ความรักนั้นมีวันหมดอายุ” ไม่ต่างอะไรจากอาหาร ประกอบกับการที่เขาถูกแฟนสาวของตัวเองบอกเลิก ไอเดียที่ว่า ถ้าหากผู้ถือกรมธรรม์ที่คบหาดูใจหรือแต่งงานกันในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 2 ปี พวกเขาจะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนและดอกเบี้ยอีก 30% ความเชื่อมั่นในเชิง “สถิติ” จากการสำรวจอัตราการหย่าร้างของคนไทย ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่า กรมธรรม์นี้จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

แม้ว่าบอร์ดบริหารอาจจะยังคงกังขากับกรมธรรม์นี้ แต่แทนก็ได้ตั้งสมมติฐานเป็นกราฟที่แสดงจุดตัดแกน X และแกน Y ระหว่างคนที่รักกันและคนที่เลิกกัน ในระยะเวลาหนึ่ง และความบังเอิญ (ตามแบบฉบับหนังโรแมนติกคอมเมดี้) เมื่อจี๊ด (เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา) หญิงสาวที่ย้ายงานมาจากบริษัทหาคู่ได้กลายมาเป็นลูกทีมของแทนเพื่อรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับกรมธรรม์ แน่นอนว่าทั้งสองคนกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันในตอนแรก

ความน่าสนใจของ “รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน (Love Battle)” อยู่ตรงประเด็นที่ว่า ระหว่างทางของเรื่องที่หนังทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละครอย่างแทนและจี๊ด ในมุมมองของความรักที่อยู่ขั้วตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อพวกเขาได้เจอกับเคสต่างๆ ของลูกค้าประกันรักสองปีทวีทรัพย์ ที่มีทั้งรัก ทั้งผิดหวัง สับสนในความสัมพันธ์ ทั้งสองก็เริ่มกลับมาสำรวจแง่มุมความรักของตัวเอง และตกผลึกทีละเล็กทีละน้อย เริ่มทำความเข้าใจในมุมมองของอีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

ตัวหนังเองค่อนข้างประสบความสำเร็จในการทำให้เราเชื่อไปกับโลกของตัวละครในเรื่อง ที่ไม่ว่าจะดู “เสมือนจริง” แค่ไหนก็ตาม แต่ “รัก 2 ปี ยินดีคืนเงิน” ก็ยังอยู่ในหมวดหมู่หนังรักแฟนตาซี ที่มีหลากหลายรสชาติของความรัก แต่ท้ายที่สุดแล้วหนังก็ทำให้คนดูฉุกคิดได้เหมือนกันว่า ในทุกการตัดสินใจกับความสัมพันธ์ระหว่างคนเรานั้น จำเป็นแค่ไหนกันที่จะหยิบเอาข้อมูล “สถิติ” ของคนอื่น มาตัดสินความสัมพันธ์ของเราเอง ในเมื่อความรักนั้นเป็นเรื่องของคนแค่สองคน หาใช่คนทั้งประเทศหรือคนทั้งโลก