รีวิว The Wandering Earth โลกแตก บ้านก็สาแหรกขาด

รีวิว The Wandering Earth โลกแตก บ้านก็สาแหรกขาด

 The Wandering Earth เป็นหนังแอ็คชั่นไซไฟสัญชาติจีน ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของหลิวฉือซิน เล่าเรื่องราวของโลกอนาคตในอีกไม่นาน เมื่อดวงอาทิตย์อันเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะจักรวาลเริ่มเสื่อมสภาพซึ่งเริ่มแผ่รังสีความร้อนและกำลังจะมอดดับในอีกไม่ช้า หายนะดังกล่าวทำให้หลายประเทศทั่วโลกจับมือร่วมกันก่อตั้ง “รัฐบาลโลก” และช่วยกันขับเคลื่อนโครงการ The Wandering Earth (ดาวโลกเร่ร่อน) ด้วยการติดเครื่องยนต์เอาไว้ที่ใจกลางโลกเพื่อ เปลี่ยนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ให้กลายเป็นยานอวกาศ นำพาสิ่งมีชีวิตบนโลก เดินทางไปยังระบบสุริยะใหม่ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีดวงอาทิตย์ดวงใหม่ให้โลกได้ไปโคจรอีกครั้ง ทว่าโครงการนี้จะใช้ระยะเวลาเดินทางทั้งสิ้นถึง 2,500 ปี!

อ่านพล็อตเรื่องก็คงต้องบอกว่ามันเป็นความขี้โม้ ในระดับที่เราต้องอ้าปากค้างในความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียนเรื่องราว แต่ถึงอย่างนั้นตัวหนังก็สร้างออกมาได้ในแบบที่เราสามารถยอมรับความโอเว่อร์ได้ตามเหตุและผลของตรรกะที่หนังในเรื่องออกแบบมาเช่นกัน

อย่างไรก็ตามซับพล็อตรองนอกจากการเดินทางของโครงการ The Wandering Earth แล้ว หนังยังนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวตัวเอก อันว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายและพ่อ ที่จำต้องพลัดพรากจากกัน เนื่องจากผู้เป็นพ่อต้องเดินทางไปประจำการยังสถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อนำทางดาวโลกให้เดินทางในเส้นทางที่ถูกต้อง แลกกับการมอบสิทธิ์ให้ลูกชายได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองใต้ดิน อันเป็นสถานที่ปลอดภัย เพราะเมื่อโลกออกเดินทางห่างไกลจากดวงอาทิตย์ สภาวะอากาศโลกจะถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและความหนาวเย็นทั้งหมด ผู้เป็นพ่อได้ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ลูกชายมองเห็นดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่า พ่อจะได้เดินทางกลับมาที่โลกอีกครั้ง (ซึ่งครบวาระงาน 17 ปีในการทำงานที่เขาต้องประจำการบนยานอวกาศนานาชาตินั่นเอง)

ก่อนที่พ่อลูกจะได้พบกัน ช่วงเวลาที่โลกโคจรเข้าใกล้ดาวพฤหัสบดี ก็นำมาซึ่งหายนะความโกลาหล เมื่อแรงดึงดูดของดาวพฤหัสบดี นั้นรุนแรงกว่าที่คิดและอาจจะส่งผลทำให้โลกพุ่งเข้าชนดาวพฤหัสบดีและนั่นอาจจะหมายถึงจุดจบของมวลมนุษยชาติ นำมาซึ่งฉากแอ็คชั่น สไตล์หนังโลกาวินาศที่เราคุ้นเคย

ความโดดเด่นที่เราต้องกล่าวชื่นชมเลยก็คืองานเทคนิคพิเศษของ The Wandering Earth ที่ดูสมจริงมากทัดเทียมงานสร้างของฮอลลีวูด แต่เราก็อดรู้สึกไม่ได้อีกเช่นกันว่า ในหลายช่วงหลายตอนก็ดูเหมือนหนังได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องดังอาทิ 2001: A Space Odyssey (จักรกลไอเอที่เป็นภัยต่อมนุษย์) ฉากตัวละครลอยเท้งเต้งนอกสถานีอวกาศ (แบบใน Gravity) สภาพพื้นผิวโลกกลายเป็นน้ำแข็งแบบใน The Day After Tomorrow  เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะได้เห็นความคุ้นชินตาของฉากต่างๆ แต่หนังก็ยังดูสนุกตามมาตรฐานหนังโลกาวินาศ จนเราแอบนึกเสียดายที่หนังเรื่องนี้น่าจะมีโอกาสได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์จอใหญ่ๆ (เพราะหนังเหมาะกับการดูในสเกลนั้นมากกว่าจะมานั่งดูในจอโทรทัศน์บน Netflix)

จุดด้อยของ The Wandering Earth คือความดราม่าสไตล์ครอบครัวคนจีน ที่ดูน่ารำคาญมากกว่าน่าเอาอกเอาใจช่วยตัวละคร แต่เห็นว่ากันว่าตอนที่เข้าฉายในบ้านเกิด ฉากเหล่านี้ก็ทำเอาผู้ชมแดนมังกรน้ำตาไหลพรากๆเหมือนกัน

องค์ประกอบในหนังเรื่อง The Wandering Earth เราอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นหนังโลกแตกจากแนวความคิดของชาวจีน สร้างมาเพื่อคนดูชาวจีน แต่คุณภาพงานสร้างทัดเทียมระดับโลก หนังเรื่องงนี้จึงถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตาในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของคนจีนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว