"Five Feet Apart" อีกไกลแค่ไหนถึงจะใกล้ บอกที

"Five Feet Apart" อีกไกลแค่ไหนถึงจะใกล้ บอกที

 

ความรักของหนุ่มสาวเป็นพล็อตหนังที่น่าสนใจตลอดกาล แม้ว่าหนังในแนวทางนี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจนักวิจารณ์นัก เนื่องจากมันเป็นเรื่อง “น้ำเน่า” ที่ผ่านตาผู้ชมมานับครั้งไม่ถ้วน ยากที่จะหาพล็อตเรื่องแปลกใหม่ มิหนำซ้ำบรรดานักแสดงวัยรุ่นมักจะโดนค่อนขอดอยู่เสมอว่าแสดงแข็งเป็นสากกะเบือ แต่เราก็ต้องอย่าลืมเช่นกันว่า ในทุกยุคสมัยนั้น ดาราที่จะก้าวไปเป็น “ดาวค้างฟ้า” ก็ล้วนแล้วแต่ผ่านหนังในแนวทางนี้มาเหมือนกัน และในครั้งนี้ Five Feet Apart คือหนังรักน้ำเน่าเรื่องใหม่ที่จะมาเกาะกุมหัวใจวัยรุ่นในปี 2019

 

ความรักที่ไม่อาจจับต้อง

เรื่องราวของ วิล และ สเตลล่า สองวัยรุ่นที่ดันตกหลุมรักซึ่งกันและกัน แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือการที่พวกเขาไม่สามารถแตะเนื้อต้องตัวหรือสัมผัสกันได้ ใกล้กันในระดับกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันและกันก็ยังเป็นเรื่องยากเย็นเช่นเดียวกัน แต่โรคร้ายที่ทั้งสองคนกำลังรับมืออย่างโรค Cystic Fibrosis (CF) ก็ไม่ได้เป็นตัวฉุดรั้งให้ทั้งสองหมดแรงใจในการมีชีวิตต่อและอยู่เพื่อกันและกัน ทั้งสองปฏิเสธที่จะแยกจากกัน และทั้งสองคนจะทำอย่างไรในการทำลายกำแพงล่องหนดังกล่าวเพื่อตามหาความรักและความหวังที่อาจจะรอพวกเขาอยู่

 

อะไรคือ โรค Cystic fibrosis (CF)

โรคซิสติก ไฟโบรซิส Cystic Fibrosis จัดเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางระบบพันธุกรรมอันก่อให้เกิดการสร้างเสมหะแบบข้นในปอด เกิดเมือกในตับอ่อน รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย เสมหะที่อยู่ตามทางเดินอากาศในปอด อาจจะเกิดการติดเชื้อและเกิดการทำลายของปอด และเมือกที่อยู่ในตับอ่อนจะไปทำการขัดขวางการหลั่งเอมไซม์ที่ใช้ย่อยอาหารก่อนการดูดซึมสารอาหาร โรคนี้จึงเป็นสภาวะที่ร้ายแรงต่อร่างกาย

สาเหตุของโรค เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรม นั่นหมายความว่าโรคนี้เกิดจาการมียีนที่ผิดปกติที่รับมาจากพ่อแม่ จากการเก็บสถิติของ Cystic fibrosis foundation พบว่าผู้ป่วย Cystic Fibrosis อาศัยในสหรัฐอเมริกาประมาณ 30,000 คน และ 70,000 หมื่นคนทั่วโลก

ช่วงทศวรรษที่ 50 เด็กที่เกิดมาพร้อมซีเอฟมักอยู่ไม่ถึงวัยอนุบาล แต่ทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ทำให้ผู้ที่เป็นซีเอฟสามารถใช้ชีวิตจนถึงวัยผู้ใหญ่ สามารถเรียนจบ มีครอบครัว ประกอบอาชีพได้ แต่ก็ยังมีผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอยู่ไม่น้อย ผู้ที่ยังอยู่ก็ต้องรับมือกับปัญหาสุขภาพ สภาวะอารมณ์ และค่าใช้จ่ายในการรักษา

 

สองหนุ่มสาวใจสู้โรค

เฮลีย์ ลู ริชาร์ดสัน (The Edge of Seventeen) และ โคล สเปราส์ (Riverdale) แสดงนำในบท สเตลล่า และ วิล สองคู่รักที่ต้องฝันฝ่าอุปสรรค แม้ว่าสองตัวละครต่างเป็นผู้ป่วยโรค Cystic Fibrosis (CF) เหมือนกัน แต่บุคลิกของทั้งคู่ต่างกันสิ้นเชิง สเตลล่าเป็นสาวน้อยสดใน ชอบ Vlog มีความสุขในโลกของตัวเอง ขณะเดียวกับที่วิลเป็นทุกอย่างที่สเตลล่าพยายามหลีกเลี่ยง หนุ่มหัวขบถ จอมแหกแหกกฎ ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่เคยคิดถึงอนาคต สเตลล่าคือคนประเภทที่วิลหมั่นไส้ เธอเป็นคนโลกสวยตลอดเวลา อันที่จริงครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน พวกเขายินดีที่จะทำตามคำสั่งหมอที่บอกให้พวกเขาอยู่ห่างกันอย่างน้อยหกฟุต เพื่อป้องกันไม่ให้วิลแพร่เชื้อแบคทีเรียให้สเตลล่า

เมื่อผ่านเหตุการณ์ทั้งหลายมาด้วยกัน สเตลล่าได้มอบเหตุผลให้วิลสู้ต่อ ส่วนวิลมอบอิสระในการใช้ชีวิตให้กับเธอ พวกเขากล้าจะแหกกฎ ทวงคืนพื้นที่ที่จะให้พวกเขาอยู่ใกล้กันมากกว่าเดิม แม้จะเป็นเพียงแค่ฟุตเดียวก็ตาม

 

การคาดหวังในเรื่องความรัก

หนังเรื่องนี้ชี้ชวนคนดูให้เกิดการตั้งคำถามว่าความรักที่แท้จริงนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะคนส่วนมากมักจะคาดหวังว่า “ความรักคือความรู้สึกที่เราจะสามารถจับต้องได้” คนเราจึงคาดหวังสิ่งที่ได้รับจากความรัก เช่นการสัมผัสกันทางร่างกาย การกอดจูบ เป็นต้น แต่หนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดต่อว่าความรักนั้นสามารถทดแทนกันด้วยอย่างอื่นหรือเปล่า

จัสติน บัลโดนี ผู้กำกับของเรื่อง นึกคอนเซ็ปต์ Five Feet Apart ขึ้นมาได้ ต้องย้อนกลับไปตอนที่เขาทำซีรีส์สารคดีฟีลกู๊ด My Last Days ที่เกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคร้ายคุกคามชีวิตในขณะที่พวกเขาต้องพยายามทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จ ไม่น่าแปลกใจที่ My Last Days กลายเป็นซีรีส์สารคดีที่มีผู้ชมเยอะที่สุดทางช่องทางออนไลน์จนมีภาคต่ออีกสองซีซั่น

ระหว่างที่จัสตินพยายามทำการค้นคว้าเกี่ยวกับโรคซีเอฟ จนทำให้เขามีโอกาสได้พูดคุยกับแคลร์ ไวน์แลนด์ ผู้ล่วงลับ เธอเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้ป่วยซีเอฟ ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่าความรักกับโรคซีเอฟก็เหมือนเส้นขนาน เนื่องจากข้อห้ามของผู้ป่วยโรคนี้คือการที่คนสองคนไม่สามารถเข้าใกล้กันได้เกิดหกฟุตเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียอาจจะติดต่อกันได้และส่งผลให้เสียชีวิต

เป้าหมายของจัสตินในการหยิบเอาประเด็นความรักของผู้ป่วยโรคซีเอฟเอามาเป็นประเด็นเพื่อมอบมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวความรักให้กับผู้ชมว่า พลังความรักนั้นยิ่งใหญ่จนสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกประการได้ แต่สิ่งที่ท้าทายตัวของผู้กำกับคือการต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ว่า จะทำให้อย่างไรที่จะทำให้ตัวละครทั้งสองคนเหมือนได้อยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา