“If Beale Street Could Talk” เราต่อสู้เพื่อมอบชัยชนะให้ลูกหลานของเรา

“If Beale Street Could Talk” เราต่อสู้เพื่อมอบชัยชนะให้ลูกหลานของเรา

2 ปีที่แล้ว แบร์รี่ เจนกินส์ ประสบความสำเร็จสูงสุดกับ Moonlight ภาพยนตร์ที่ทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งทำให้ก้าวต่อไปของ เจนกินส์ ถูกจับตามองเป็นอย่างยิ่งครับว่า หลังการได้รับเกียรติยศสูงสุดเท่าที่คนสร้างภาพยนตร์คนหนึ่งจะคิดฝันได้อย่างการเป็นผู้กำกับดีกรี อะคาเดมี อะวอร์ดส์ แล้วนั้น ผลงานชิ้นต่อไปของเขาจะออกมาเป็นอย่างไร

ซึ่งคำตอบก็คือ If Beale Street Could Talk ภาพยนตร์ที่เขาดัดแปลงจากนวนิยายเรื่องเดียวกันของ เจมส์ บอลด์วิน นักเขียนผิวสีคนสำคัญของอเมริกานั่นเองครับ และนั่นทำให้ เจนกินส์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปีนี้ในสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม แถมยังชิงอีกสองสาขาได้แก่ นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (เรจินา คิง) และ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (นิโคลัส บริเทลล์) อีกด้วย

โปสเตอร์ If Beale Street Could Talk

นี่ยังไม่นับว่า If Beale Street Could Talk เข้าชิงรางวัลทางภาพยนตร์จากสถาบันต่างๆ ทั้งรางวัลลูกโลกทองคำ (ชิง 3 สาขา เรจินา คิง คว้ารางวัลในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม), รางวัลบาฟตา (2 สาขา) และถูกยกให้เป็นหนึ่งใน 10 หนังแห่งปีจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (AFI) อีกนะครับ ซึ่งเท่านี้ก็พอจะทำให้เราเห็นลางๆ แล้วว่า งานชิ้นต่อจาก Moonlight เรื่องนี้ ไม่ธรรมดาเลย

แต่ก่อนจะพูดถึงตัวหนัง ผมอยากเสริมอะไรสักนิดว่าถ้าท่านเคยดูสารคดีเรื่อง I Am Not Your Negro ของผู้กำกับ ราอูล เพ็ค ซึ่งฉายเมื่อสักสองปีที่แล้วท่านก็จะนึกออกว่า เจมส์ บอลด์วิน ที่หนังสารคดีกล่าวถึงก็คือผู้เขียนนวนิยายเรื่อง If Beale Street Could Talk เรื่องนี้นั่นเอง และถ้าท่านดูทั้งสองเรื่องนี้ท่านก็จะมองเห็นแก่นแท้ของสิ่งที่ทั้ง บอลด์วิน, เพ็ค หรือแม้แต่ แบร์รี่ เจนกินส์ ต้องการนำเสนอ นั่นก็คือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ เสรีภาพ และความเท่าเทียมในสังคมของคนผิวสีในอเมริกา และเป็นการต่อสู้ที่ไม่ง่ายและยาวนาน

Getty Imagesแบร์รี่ เจนกินส์

If Beale Street Could Talk ก็พูดอะไรทำนองนั้นครับ เพียงแต่ว่ามันห่อหุ้มไว้ด้วยการเป็นหนังรักโรแมนติก ที่งดงาม และรันทดแบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว

หนังเล่าเรื่องความรักของ ทิช (กีกี้ เลน) หญิงสาววัย 19 ผู้กำลังตั้งท้องพร้อมกันกับที่ ฟอนนี่ (สตีเฟน เจมส์) หนุ่มคนรักวัย 22 ของเธอถูกจับเข้าคุกด้วยข้อหาข่มขืนหญิงคนหนึ่ง ทิช และครอบครัวของเธอต้องช่วยกันประคับประคองชีวิตที่กำลังจะเกิดใหม่นี้อย่างยากลำบาก ไหนจะต้องต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมของการพิจารณาคดีซึ่ง ฟอนนี่ ยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ ไหนจะต้องต่อสู้กับอคติ ความเกลียดชัง ของคนผิวขาวที่มีต่อคนผิวสีในสังคมอเมริกันยุค 70’s ซึ่งเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต และมากกว่าการเป็นอุปสรรคก็คือมันลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างน่าอดสูใจ (อย่างที่บอกไปว่าถ้าคุณดู I Am Not Your Negro คุณจะเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น)

If Beale Street Could Talk

ครับ แม้ If Beale Street Could Talk จะพูดเรื่องที่มันหนักหนาสาหัสซีเรียสใหญ่โตปานนั้น แต่ภาพรวมของมันกลับเป็นหนังรักที่อ่อนหวานและงดงาม เจนกินส์ ใช้ความรักของ ทิช และ ฟอนนี่ รวมถึงความรักของคนในครอบครัวเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันความไม่ยุติธรรม ความน่าเศร้าใจทั้งหลายในเรื่อง ผสมผสานกับจังหวะช้าเนิบ การจัดไฟจัดแสงแบบที่รับอิทธิพลมาจากหนังของ หว่อง การ์ไว อย่างที่เราเห็นใน Moonlight (แม้โดยส่วนตัวผมคิดว่าเรื่องนี้ดูสวย ลงตัว คลี่คลายกว่า Moonlight ที่จงใจให้นีออนวอร์มอย่างเห็นได้ชัด) และดนตรีแจ๊ซและโซลในยุค 70’s ที่ทั้งหอมหวาน เศร้าสร้อย ช่วยกันทำให้ If Beale Street Could Talk เป็นหนังที่อบอวลนวลๆ โดยที่ยังคงแก่นของสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้อย่างทรงพลัง

ผมชอบประโยคหนึ่งที่ทิชกล่าวไว้ตอนท้ายว่า การต่อสู้ของพวกเธอ (ของคนผิวสี) นั้นไม่ได้เพื่อแสวงหาชัยชนะให้กับตัวเอง แต่หากชัยชนะนั้นจะส่งมอบให้กับลูกหลาน เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องเผชิญกับสิ่งที่คนรุ่นก่อนต้องเจอและต้องต่อสู้มา น่าเศร้าแต่ก็ทรงพลังน่าประทับใจนะครับ

เป็นหนังที่ผมแนะนำแรงๆ อยากให้ไปดูกันจริงๆ ครับ

 

เกี่ยวกับผู้เขียน
จักรพันธุ์ ขวัญมงคล
นักเขียน นักแปล นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และบรรณาธิการอิสระ สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะและสังคม

ติดตามSanook! Movie

เช็ครอบหนัง โปรแกรมหนัง หนังใหม่ ดูหนัง ตัวอย่างหนังใหม่