รีวิว Bumblebee ภาคที่ดีที่สุดในแฟรนชายส์ Transformers

รีวิว Bumblebee ภาคที่ดีที่สุดในแฟรนชายส์ Transformers

 

 

แม้ว่าส่วนตัวจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำเชิงอัตวิสัย (เช่น ดีที่สุด ห่วยที่สุด) เพื่อเขียนรีวิวหนังเรื่องไหนสักเรื่อง เพราะแน่นอนว่าคนเรามีรสนิยมที่แตกต่างกันมาก มันไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าหนังเรื่องไหนจะเป็นหนังที่เลว หรือหนังที่ดี เพียงแค่มุมมองของคนใดคนหนึ่ง

 

แต่ถ้าหากเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ที่ Transformers ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์ตั้งแต่ในปี 2007 โดยไมเคิล เบย์ เราจะค้นพบว่า องค์ประกอบในหนังหุ่นยนต์ชุดนี้ถูกออกแบบมาให้เต็มไปด้วยความรุนแรง การโรมรันต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง รถสปอร์ตที่พร้อมแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ ตัวละครผู้ชายในลักษณะคาแรกเตอร์ที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอร์โรน ส่วนตัวละครผู้หญิงกลับมีลักษณะเป็นแค่เพียง “วัตถุทางเพศ” (Sex Object) เท่านั้น และแน่นอนว่าความตีบตันดังกล่าวก็ได้เดินทางมาถึงจุดล่มสลายเมื่อหนัง Transformers: The Last Knight คือภาคที่นักวิจารณ์และคนดูความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าหนังดู “ไม่มีชีวิต” และน่าเบื่อมากที่สุด

 

 

 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตัวผู้เขียนเองก็ไม่เคยชอบ Transformers สักภาค จนกระทั่ง Bumblebee ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของทราวิส ไนท์ (Kubo and the Two Strings) และเขียนบทโดย คริสติน่า ฮอดสัน สามารถทำให้เรารู้สึก “เข้าถึง” ตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่า Bumblebee จะเล่าเหตุการณ์ย้อนกลับไปในปี 1987 เมื่อหุ่นสีเหลืองบัมเบิ้ลบีจากดาวอันไกลโพ้นลี้ภัยมายังโลกมนุษย์ ในเวลาไล่เลี่ยกันไม่นานนัก ชาร์ลี (เฮลีย์ สไตน์เฟลด์) สาวน้อยในวัย 18 ปี ได้ค้นพบกับบัมเบิ้ลบี ในสภาพของรถโฟลค์สวาเกนที่มีสภาพผุพัง ขาดการใช้งาน เธอตัดสินใจนำมันกลับมาที่บ้านเพื่อซ่อมแซม ไม่นานนักเธอค้นพบว่า บัมเบิ้ลบีไม่ใช่แค่รถธรรมดาคันหนึ่งเท่านั้น

 

ถ้าจะว่ากันตามตรงความสนุกของ Bumblebee อาจจะไม่ใช่ความสนุกจากฉากแอ็คชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบภาคก่อนๆที่ผ่านมา (แน่นอนฉากเหล่านั้นยังคงมีอยู่ตลอดทั้งช่วงเปิดเรื่อง กลางเรื่อง และไคลแมกซ์) แต่หนังกลับทำให้คนดู “รู้สึก” เข้าใจตัวละครทั้งฝั่งมนุษย์อย่างชาร์ลี ว่าเธอกำลังเผชิญกับอะไรในชีวิตตัวเอง ความรู้สึกเรื่องความสูญเสียพ่อ การก้าวผ่านช่วงวัย เช่นเดียวกันกับฝั่ง “บัมเบิ้ลบี” ที่เราได้เรียนรู้ว่าเขาผ่านอะไรมา มีภารกิจอะไร และเขาต้องปรับตัวเช่นไรเพื่อเอาชีวิตรอดบนโลกมนุษย์

 

 

เมื่อคนดู “เข้าใจ” ในสภาวะของตัวละคร ที่เหลือก็คือการใส่สถานการณ์ที่ทำให้เราอยากจะเอาอกเอาใจช่วยพวกเขาให้ผ่านพ้น “ปัญหา” ของตัวเองไปได้ แน่นอนว่าการแสดงก็จัดเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนัง “มิตรภาพระหว่างคนและหุ่นยนต์” ที่น่าจดจำตลอดกาลเรื่องหนึ่ง ต้องชื่นชมเฮลีย์ สไตน์เฟลด์ ว่าเธอสามารถโอบอุ้มบทชาร์ลีออกมาได้ดี (เพราะถ้าหากเธอเล่นแบบไม่เข้าใจ โอกาสที่ตัวละครชาร์ลีจะออกมาน่ารำคาญก็เป็นไปได้สูงมาก)

 

ทั้งหมดทั้งมวล Bumblebee คือการเล่าเรื่อง และกำกับในมุมมองใหม่ ซึ่งทำให้เราเห็นว่า บางครั้งการเปลี่ยนตัว “ผู้กำกับ” ก็สามารถทำให้หนัง “ทึนทึก” สักเรื่อง กลายเป็นหนังที่เปิดมุมมองและสร้างความสนุกในมุมใหม่ๆได้เช่นกัน