“วี วิโอเลต” ชีวิตการเป็นนักแสดงที่ต้อง “เอาชนะตัวเอง” ให้ได้เรื่อยๆ

“วี วิโอเลต” ชีวิตการเป็นนักแสดงที่ต้อง “เอาชนะตัวเอง” ให้ได้เรื่อยๆ

หากเอ่ยชื่อ “วี-วิโอเลต วอเทียร์” ขึ้นมา ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นนักร้องหญิงที่เอกลักษณ์ทางน้ำเสียงโดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของวงการเพลงเมืองไทยในยุคนี้ สาวลูกครึ่งไทย-เบลเยียมผู้มีรอยยิ้มละลายใจหนุ่มๆ มาพร้อมความมั่นใจในตัวเองที่ทำให้เสน่ห์ของเธอล้นเหลือ

แต่อีกบทบาทหนึ่งของเธอที่น่าจับตามองมากเรื่อยๆ นั่นก็คือ “นักแสดง” ระยะเวลา 4 ปีกับภาพยนตร์จำนวน 4 เรื่อง และซีรีส์อีก 2 เรื่องถือว่าไม่น้อยไม่มาก แต่เรื่องของฝีมือนั้นไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณแต่อย่างใด และสาววิโอเลตก็สร้างคาแรกเตอร์ของแต่ละตัวละครที่เธอสวมบทบาทได้น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย

สาวเท่ในแบบฉบับ “เจ๋” ใน ฟรีแลนซ์.. ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ / “แป้ง” หญิงสาวที่เพิ่งชอกช้ำกับความรักมาสดๆ ร้อนๆ ใน พรจากฟ้า ตอน ยามเย็น / “ปริม” สาวสุดติสท์ ภายนอกแข็งแกร่ง ภายในอ่อนไหวจาก O-Nagative รัก-ออกแบบไม่ได้ รวมถึงล่าสุดกับบทบาทไกด์สาวที่ดันไปปิ๊งปั๊งกับเพื่อนสนิททั้งที่ทั้งคู่ต่างก็มีแฟนอยู่แล้วกับตัวละครที่มีชื่อว่า “จ๊ะ” ใน Club Friday The Series 10 รักนอกใจ ตอน รักเราไม่เท่ากัน ที่ผ่านสายตาคอซีรีส์ไปเรียบร้อยแล้วทางช่อง GMM25

วี - วิโอเลต วอเทียร์ 

Sanook! TV/Movies จึงเลือกที่จะให้เธอเก็บไมโครโฟนไว้ชั่วคราว แล้วให้สาวคนนี้มาสนทนาถึงชีวิตการเป็นนักแสดง โดยเฉพาะเรื่องของการเอาชนะตัวเองที่เธอบอกว่า เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เธออยากยืนอยู่ในวงการนี้ไปเรื่อยๆ

 

จุดเริ่มต้นที่แท้จริงในวงการของคุณคือการเป็นนักร้อง แต่ในช่วงพักหลังคุณมาหยิบจับงานแสดงมากขึ้นทั้งภาพยนตร์และซีรีส์ เอาเข้าจริงการเป็น นักแสดง มันเป็นหนึ่งในความฝันของคุณไหม?

มันอยู่ในก้อนเดียวกันนะ มันมาด้วยกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม หลักๆ เรารู้ว่าเราชอบดนตรี แต่ในขณะเดียวกัน เรารู้ว่าเราจะแสดงได้ดี เราจะชอบมัน เราเชื่ออย่างนั้น แล้วพอเราเชื่อ เราก็จะพยายามเต็มที่ เรารู้ว่าเราจะทำมันได้ดีแน่ๆ ถ้าเราตั้งใจมากๆ

แรงขับเคลื่อนชีวิตการเป็นนักแสดงของคุณคืออะไร?

คือการที่ตัวเองจะเอาชนะตัวเองให้ได้ เช่น สมมติว่าเราเริ่มจากตรงนี้ เรื่องที่สองก็ทะลุมาตรงนี้ มาตรฐานเราสูงขึ้น เราก็เขยิบขึ้นไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าต้องเอาชนะอะไรบางอย่าง เหมือนนักกีฬาที่ต้องทำลายสถิติตัวเอง วีรู้สึกว่ากำลังทำอย่างนั้นอยู่กับการแสดง

แล้วแรงขับเคลื่อนอื่นๆ ที่ทำให้คุณมีชีวิตในแบบทุกวันนี้ล่ะ?

ตัวเอง ครอบครัว แค่นั้นเลยค่ะ วีให้ความสำคัญกับความสุข ทุกสิ่งที่เราทำ เราทำเพราะชอบ ทำเพราะอยากให้มันดี ทำแล้วเอ็นจอย เหมือนเราเชื่อว่า เราต้องทำด้วยความสุขนะ เราทำไปเรื่อยๆ แล้วมันจะดีเอง ถ้าเรามองมันดี มันก็จะดี

ย้อนกลับไปเรื่องการเอาชนะตัวเอง การทำลายสถิติ ในตอนนี้รู้สึกว่าการแสดงของคุณอยู่ในจุดที่พอใจแล้วหรือยัง?

ก็พอใจในระดับหนึ่ง แต่ว่ามันดีได้กว่านี้อีก มันจะเป็นความรู้สึกนี้แหละ ทำได้มากกว่านี้นะ พอทำได้ดี เราก็จะหยุดพัก เย้! เมื่อกี๊เราทำได้ดีมากเลย โอเค เราจะทำอย่างไรถึงจะชนะอันเมื่อกี๊ได้ เพราะด่านต่อไปมันจะยากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เหมือนเล่นเกมชนะ ผ่านด่าน 1 ด่าน 2 ไปเรื่อยๆ ก็สนุกดี

เมื่ออยากจะเอาชนะตัวเองในเรื่องการแสดง เกณฑ์ในการรับเล่นละครหรือซีรีส์แต่ละเรื่องมันเป็นอย่างไร?

เอาจริงๆ มันต้องเลือกบทมากๆ ถ้ารู้สึกว่าบทไหนที่ซ้ำแล้ว วีก็จะไม่เล่น เพราะหลายครั้งก็จะโดนทาบทามให้เล่นบทคล้ายๆ เดิม ก็รู้สึกว่าไม่เอาดีกว่า เกณฑ์หลักคือบทเลย เหมือนเราจะนึกภาพตัวเองด้วยว่า เราคิดว่าจะทำได้ดีไหมกับบทนี้ แล้ววีจะเลือกอันที่เรารู้สึกได้ คือเราไม่รู้หรอกว่ามันจะดีหรือไม่ดี แต่เรารู้สึกได้ว่าเราจะทำได้ดี รู้สึกได้ว่าเราพร้อมจะทุ่มกับมัน เป็นอย่างนั้นมากกว่า

อย่างก่อนหน้านี้ คุณรับเล่น Club Friday The Series 10 รักนอกใจ ตอน รักเราไม่เท่ากัน ซึ่งแสดงเป็นตัวละครที่ชื่อ จ๊ะ เหตุผลอะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจเล่น?

โดยปกติก่อนรับเล่นไม่ว่าเรื่องไหน วีจะต้องอ่านบทก่อน แต่กับเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่ตกลงโดยไม่ได้มีบทบาทชัดเจนขนาดนั้น เอาตรงๆ เลยนะ คือวีอยากทำงานกับเก้า (จิรายุ) อีก พอมีคนมาชวนก็โอเค บวกกับพอมันไม่ได้เป็นละครยาว เป็นตอนสั้นๆ ถือว่าสนุกสนานดีได้เล่นกับเก้าอีกครั้ง แล้วก็บอกตัวเองว่าทำให้ดีที่สุด ซึ่งตอนแรกแอบกลัวๆ เหมือนกัน เป็น Club Friday จะแรงหรือเปล่า แต่พออ่านบทแล้วก็โอเค น่ารักดี คือมันมีหลายมุมที่ดูจริงในหลายๆ แบบ ทั้งน่ารัก ดราม่า ความจริง มีบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนเข้าถึงได้ วีรู้สึกว่าเรื่องนี้สามารถสอนเรื่องความรักในเชิงหนึ่งกับให้คนเราได้

ด้วยความที่คุณอาจยังมีผลงานด้านละครและซีรีส์ไม่มากนัก กระบวนการเข้าถึงตัวละครให้รู้สึกถึงจุดที่พึงพอใจมันยากไหม?

วีว่ามันยากนะกับการที่เราจะหาคาแรกเตอร์ของตัวละครสักตัว การที่เราจะสร้างคนๆ หนึ่งขึ้นมาแล้วกลายเป็นคนๆ นั้น เหมือนเราสร้างมันขึ้นมาไม่พอ เราต้องเป็นด้วย คือต้องค่อยๆ ไปทีละสเต็ปมากๆ ที่ผ่านมา วีว่าวีทำได้ค่อนข้างดี ถ้าวัดจากตัวเองนะ อย่างตัวละคร จ๊ะ ที่หลายคนคงได้ดูกันแล้ว เขาเป็นคนที่ธรรมดาประมาณหนึ่ง โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ จ๊ะ มีเสน่ห์ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป อะไรจะทำให้คนอยากดูคนธรรมดาคนนี้ เราก็ต้องมาหาวิธีคิดว่าจะปั้น จ๊ะ อย่างไรดี

 

ชมวิดีโอ คุยออกรสกับ "วี-เก้า" เมื่อ "รักเราไม่เท่ากัน" จะทำเช่นไร? ได้ที่นี่

สถานการณ์คล้ายๆ กับตัวละคร แป้ง ในภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า?

โห อันนั้นสุดๆ เลย เรารู้สึกว่าตัวละคร แป้ง ต้องมีเสน่ห์ หน้าตาอย่าง นาย ณภัทร ถึงจะมาชอบ เพราะวีรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่หน้าตาดีที่สุด หรือมีอะไรที่ทุกคนจะชอบขนาดนั้น หน้าวีค่อนข้างฉีกมาในความเป็นตัวเองสูงมากด้วย

หรือแม้กระทั่งเพลงของคุณในช่วงหลังที่ปล่อยออกมาอย่าง Drive หรือ Smoke เราก็รู้สึกว่าคุณดึงเอาความเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์ไปใส่ในการเล่าเรื่องของเพลง?

ถ้าในฐานะคนแต่งเพลง วีพูดจากตรงที่วียืนเลยว่า มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับวีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นวีเลยรู้สึกว่ามันคือตัววีเลย มันคือมุมมองของวีในตอนนั้นที่วีเขียนมันขึ้นมามากกว่า แต่ด้วยความที่วีเรียนภาพยนตร์มา ไม่แน่ว่าวีอาจจะเล่าแบบนั้นไปโดยไม่รู้ตัว ก็เป็นไปได้เหมือนกัน

ศาสตร์การแสดงภาพยนตร์กับละครหรือซีรีส์มันต่างกันมากไหม?

การแสดงสำหรับวี คือการแสดง มันไม่ได้ต่างขนาดนั้น สิ่งที่ต่างคือวิธีการทำงาน ระบบการทำงาน หรือผู้กำกับมองอย่างไร เขาอยากได้แบบไหน มันต่างวิธีคิดกัน

อยู่ในแวดวงการแสดงมาก็พักใหญ่ มุมมองต่อวงการละครหรือภาพยนตร์ไทยของคุณเป็นอย่างไร?

วีรู้สึกว่ามีคนเก่งๆ เยอะมาก แต่ว่าไม่ได้รับโอกาสก็เยอะ แล้วก็รู้สึกว่า... เห็นหลายๆ จุดที่พัฒนาขึ้น แล้วก็เห็นอีกหลายจุดที่ยังต้องพัฒนากันอยู่ วีเชื่อว่าถ้าทุกคนไม่พยายามทำอะไรซ้ำๆ มันจะพัฒนาขึ้นได้อีก คือบางคนอาจจะคิดว่า เฮ้ย ทำแบบนี้เวิร์ก เราจะทำแบบเดิมอีก มันจะได้เวิร์กอีก คือมันไม่ควรเป็นอย่างนั้น มันควรจะเป็นแบบ… เฮ้ย แบบนี้เวิร์ก ไหนดูซิ แบบไหนจะเวิร์กอีก มันต้องไปเรื่อยๆ ไม่ให้ซ้ำ วีรู้สึกว่ามันจะทำให้วงการการแสดงละครหรือหนังในบ้านเราหลากหลาย แล้วทำให้คนดูมีทางเลือกมากขึ้น คนทำหนังทำละครก็ได้ท้าทายตัวเอง ได้มีโอกาสทำอะไรแตกต่างมากขึ้น

นักแสดงหลายคนอยากโกอินเตอร์ อยากไปฮอลลีวูด แล้วคุณล่ะ?

วีอยากไป แต่ว่าไม่ใช่ในฐานะนักแสดง คือไปในฐานะนักแสดงก็ได้แหละ แต่ตอนนี้วีทำเพลงภาษาอังกฤษอยู่ อยากรู้ว่าถ้าลองไปแล้ววีจะทำได้ขนาดไหน

แล้วเป้าหมายในชีวิตการเป็นนักแสดงของคุณคืออะไร?

เล่นบทที่อยากเล่นและท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ ดูว่ามาตรฐานตัวเองจะขึ้นไปได้ถึงขนาดไหน อย่างคนหนึ่งที่วีชื่นชมมากๆ ในมาตรฐานไม้บรรทัดของเขาก็คือ ต่อ ธนภพ คือเขายกไม้บรรทัดตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน แล้วพอเห็นเขาเติบโตขึ้นอย่างนั้นแล้วรู้สึกดีใจแทน และภูมิใจในตัวเขาด้วย วีเองก็เช่นกัน ต้องหาบทที่จะทำให้เรารู้สึกว่าได้ยกไม้บรรทัดตัวเราเองขึ้นไปให้ได้

 

ใครอยากชมฝีมือการแสดงเรื่องล่าสุดของเธออย่าง Club Friday The Series 10 รักนอกใจ ตอน รักเราไม่เท่ากัน สามารถเข้าไปชมย้อนหลังได้ทางยูทูบแชนเนล GMM25Thailand และฟังเพลงของ วี วิโอเลต กันต่อที่นี่เลย

 

Photos by: Ditsapong K.

ติดตามSanook! Movie

เช็ครอบหนัง โปรแกรมหนัง หนังใหม่ ดูหนัง ตัวอย่างหนังใหม่