รีวิว The First Purge ครั้งแรกคืนล้างบาปที่ตามมาด้วยคำถาม

รีวิว The First Purge ครั้งแรกคืนล้างบาปที่ตามมาด้วยคำถาม

ถึงเราจะผ่านตากับหนังในแฟรนชายส์ The Purge มาแล้วด้วยกันถึง 3 ภาค แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เรายังไม่เคยมีโอกาสทำความรู้จักกับที่มาที่ไปของการเริ่ม “พิธีล้างบาป” อย่างแท้จริงเลย การที่ The First Purge เลือกจะพาผู้ชมกลับไปค้นหาต้นเหตุว่าทำไมในทุกๆปี ถึงต้องจัดพิธีดังกล่าวขึ้นมา

 

ในโลกอนาคตอันใกล้ อเมริกากำลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ภาวะประชากรมากเกินกว่ารัฐฯจะสามารถให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการได้อย่างทั่วถึง และเพื่อแก้ปัญหาทางอ้อมในการลดปัญหาอาชญากรรมด้วยการเลือกจะสร้างเทศกาลปลดปล่อยความรุนแรงทางสังคม เพื่อให้คนได้ระบายความก้าวร้าวออกมาอย่างเต็มที่ ภายใน 12 ชั่วโมง ไม่ว่าจะใช้อาวุธ หรือฆาตกรรม จะไม่นับว่าเป็นความผิดทางกฏหมาย

 

 

ในหนังภาคล่าสุดนี้เผยให้เราเห็นว่า New Founding Fathers of America (NFFA) ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างไรต่อกระบวนการนี้ ดร.อัพเดล (มาริสา โทเม) ผู้คิดค้นการทดลองคืนล้างบาปขึ้น ได้เลือกเขตอย่างเกาะสเตเตนเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง โดยเหตุผลสำคัญก็คือบริเวณดังกล่าวเป็นชุมชนของคนผิวสี มีกลุ่มอาชญากร แกงค์มาเฟียที่พัวพันกับเรื่องผิดกฎหมายโดยเฉพาะเรื่องยาเสพย์ติด

 

ทั้งนี้เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หนังจึงสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมขึ้นมาว่า ผู้ที่ประสงค์จะอยู่ในบริเวณดังกล่าวในช่วงเวลาที่ทำการทดลอง หากใครสนใจที่จะเข้าร่วมล้างบาปจะได้รับคอนเทคเลนส์ที่จะบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าพร้อมกับได้รับเงินค่าตอบแทนในการเข้าร่วมทดลองนั่นเอง

 

 

สิ่งสำคัญคือหนังในช่วงแรกทำให้เราได้ขบคิดไปพร้อมๆกับทางเลือกของตัวละครในชุมชนของเกาะสเตเตน ที่ดูเหมือนเป็นพื้นที่อันตราย และเป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นล่าง เราจะได้เห็นคุณภาพชีวิตที่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก บางคนที่ไม่เห็นด้วยกับการทดลองพิธีล้างบาปก็เลือกจะลุกขึ้นมาประท้วงต่อต้าน บ้างก็เลือกเข้ารับการทดลองเพียงเพราะอยากได้เงิน บ้างก็อยากเข้าร่วมเพราะอยากปลดปล่อยความชั่วร้ายในตัวเอง หรือคนที่มีอำนาจอยู่ในพื้นที่ก็เลือกที่จะปกป้องธุรกิจผิดกฎหมายของตัวเองให้ดำรงคงอยู่ต่อไป

 

 

เราจะได้เห็นทางเลือกที่หลากหลายของผู้คนในชุมชนดังกล่าวที่แตกต่างกัน จนกระทั่ง “การทดลองล้างบาป” ได้เริ่มต้นขึ้น ความรุนแรงค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ แต่ดูเหมือนกับว่าทุกอย่างจะคืบหน้าไปได้ช้ากว่าที่ “สมมติฐาน” ของดร.อัพเดลได้วางเอาไว้ หนังจึงเลือกจุดตรงนี้ทำให้คนดูได้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วความพยายามในการผลักดันกระบวนการล้างบาปในหนังทุกภาคนั้นจริงๆแล้วคือการแทรกแซงจากทางภาครัฐฯ เพื่อผลักดันนโยบายดังกล่าว และส่งผลทำให้ผู้คิดค้นการทดลองล้างบาปพยายามที่จะหยุดการทดลองครั้งนี้ (แน่นอนว่ามันไม่สำเร็จ และยังคงเกิดพิธีกรรมล้างบาปออกมาต่อเนื่อง ตามที่หนังภาคแรก The Purge, The Purge Anarchy และ The Purge: Election Year ได้เล่าการล้างบาปในปีต่อๆมาให้เราได้เห็น)

 

น่าเสียดายที่เอาเข้าจริงแล้ว The First Purge ทำหน้าที่เป็นแค่เพียง การเล่าว่าพิธีล้างบาปครั้งแรกเกิดขึ้นกับคนกลุ่มไหน แต่หนังไม่ได้ชี้ให้เราเห็นว่า ท้ายที่สุดแล้วหลังจากที่เสียงสัญญาณเตือนว่าการทดลองพิธีล้างบาปครั้งแรกนั้น ผลการทดลองเป็นอย่างไร และทำไมรัฐบาลถึงยึดเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเกาะสเตเตน ให้กลายเป็นแม่แบบของการล้างบาปในครั้งต่อๆไป นี่คือรายละเอียดที่หนังเลือกจะทอดทิ้งคนดู และยุติทุกอย่างไปพร้อมๆกับฉากวินาศสันตะโรในช่วง 30 นาทีสุดท้ายของเรื่องอย่างสิ้นเปลืองระเบิดและห่ากระสุน