รีวิว How It Ends ตอนจบที่ไม่มีวันมาถึง

รีวิว How It Ends ตอนจบที่ไม่มีวันมาถึง

 

ผลงานเรื่องล่าสุดจากค่ายสตรีมมิ่งภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง Netflix ภายใต้ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ เดวิด มิเชลล์ โรเซนทาล บอกเล่าเรื่องราวของ “หายนะบางอย่าง” ที่อาจจะนำไปสู่วันสิ้นโลก ซึ่งโฟกัสไปที่ตัวละครเอกของเรื่องอย่างวิล ยังเกอร์ (เธโอ เจมส์) และทอม ซูเทอร์แลนด์(ฟอเรส วินเทคเกอร์) ลูกเขยและพ่อตา ซึ่งฝ่ายลูกเขยได้เดินทางมาทำธุระที่เมืองชิคาโก้และได้แวะเยี่ยมเยียนพ่อตา ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกันซักเท่าไหร่ ระหว่างที่วิลกำลังจะเดินทางกลับไปที่สนามบิน เพื่อต่อเครื่องบินกลับไปหาแฟนสาวอย่างซาแมนธา (เคต เกรแฮม) ที่ซีแอตเทิ้ล เขากลับพบว่าเที่ยวบินทุกไฟลต์ถูกยกเลิก อีกทั้งเขายังไม่สามารถติดต่อแฟนสาวได้ วิลตัดสินใจเดินทางกลับไปหาทอมที่บ้าน ทั้งสองตัดสินใจว่าจะขับรถนับพันไมล์เพื่อเดินทางไปหาคนที่พวกเขารักอย่างซาแมนธา โดยไม่สนใจว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

ถึงแม้จะเป็นหนังหายนะโลกแตก แต่เอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้เหมือนจะเน้นโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของตัวละครพ่อตาและลูกเขยซะมากกว่า จะเห็นได้ว่าฝั่งพ่อตาอย่างทอมออกจะเป็นคนหัวโบราณ ยึดมั่นในความสำเร็จของอดีตกับชีวิตนาวิกโยธิน อีกทั้งยังแสดงเจตจำนงค์ว่าเขาเป็นห่วงสภาพความเป็นอยู่ของลูกสาวและไม่เชื่อมั่นว่าอาชีพนักกฎหมายของวิลจะไปได้ด้วยดี อีกทั้งยังมองข้ามสเต็ปไปว่าถ้าหากฝ่ายชายเกิดเลิกราหรือทอดทิ้งลูกสาวของเขาไป ซาแมนธาจะไม่ต้องไม่ลำบาก แน่นอนว่าบทสนทนาอันแสนดุเดือดระหว่างพ่อตาและลูกเขยไม่ได้จบลงด้วยดี

แต่กลายเป็นว่าหลังจากสถานการณ์คับขันได้เกิดขึ้น การเดินทางด้วยรถยนต์ฝ่าอันตรายระหว่างพ่อเขยและลูกเขยกลายเป็นสิ่งที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับตำรวจปลอม รถเสีย หญิงประจำอู่ซ่อมรถที่ได้รับข้อเสนอเป็นเงินค่าแรงแลกเปลี่ยนในการเดินทางไปกับวิลและทอม กลุ่มโจรข้างทางที่ดักปล้นรถ ยิ่งเหตุการณ์ดำเนินไปข้างหน้าอันตรายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ปัญหาเดียวของ How It Ends คือพฤติกรรมของตัวละครอย่างวิลที่น่าหงุดหงิดจนน่ารำคาญในหลายครั้งหลายตอน ระหว่างการเดินทางข้ามรัฐ เขามักจะเชื่อคำพูดของคนที่ไม่น่าไว้วางใจและแน่นอนเขาทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นตลอดเวลา ยังไม่รวมไปถึงบรรดาตัวละครแวดล้อมที่ชวนน่าปวดหัวไปกับพฤติกรรมงี่เง่า ความน่าเหนื่อยหน่ายของสถานการณ์ในหนังเรื่องนี้ยังไม่เลวร้ายไปกว่า หนังเลือกที่จะไม่บอกอะไรคนดูมากมายไปกว่าช่วงเวลา 15 นาทีแรกที่หนังเกิดภัยพิบัติ และหนังก็พาคนดูตามติดตัวละครทั้งสองไปจนจบเรื่อง ท่ามกลางความ “ไม่รู้อะไรเลย”

จนบางทีเราก็ตั้งคำถามตลอดเวลาที่นั่งดู How It Ends ว่าคนเขียนบทของหนังเรื่องนี้ต้องการจะให้คนดู ในเมื่อมันเต็มไปด้วยความซ้ำซากตามสูตรหนังโลกแตก (ที่ไม่สนุกเอาซะเลย) อีกทั้งยังจบเรื่องด้วยวิธีการโกงคนดูเสียจนไม่น่าให้อภัยด้วยประการทั้งปวง

 

 

ติดตามSanook! Movie

เช็ครอบหนัง โปรแกรมหนัง หนังใหม่ ดูหนัง ตัวอย่างหนังใหม่