หลายหลากความโดดเด่นใน Jurassic World: Fallen Kingdom เมื่อนางเอกเลิกใส่ส้นสูง!

หลายหลากความโดดเด่นใน Jurassic World: Fallen Kingdom เมื่อนางเอกเลิกใส่ส้นสูง!

นอกเหนือจากไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ สวนสนุกที่ล่มสลายบนเกาะอิสลา นูบลาในหนัง JURASSIC WORLD แล้วเราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชุดนักวิจัยและรองเท้าส้นสูงมหาประลัยที่นางเอกของเรื่องอย่างแคลร์ (ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด) ใส่วิ่งหนีไดโนเสาร์ตลอดทั้งเรื่องคือ “ภาพจำ” ของหนังภาคก่อน

 

สำหรับในหนังภาคนี้มีความโดดเด่นน่านึกถึงใน JURASSIC WORLD: FALLEN KINGDOM อะไรบ้าง

 

 

1.ไม่มีเกาะอิสลา นูบลาอีกต่อไป

เป็นเวลา 3 ปีนับจากเหตุการณ์ใน JURASSIC WORLD เกาะอีสลานูบลาร์ถูกมนุษย์ทอดทิ้ง ไดโนเสาร์ที่เหลืออยู่ต่างเอาชีวิตรอดตามสัญชาตญาณอยู่บนเกาะแห่งนั้น จนกระทั่งภูเขาไฟยักษ์บนเกาะเริ่มปะทุขึ้นและนั่นหมายถึงจุดสิ้นสุดของสรรพชีวิตบนเกาะนั้น ภารกิจกอบกู้ไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิตของโอเว่น (คริส แพร็ตต์) และแคลร์ (ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด

 

 

2.เมื่อนักธุรกิจเล่นบทพระเจ้า

อันที่จริงแล้วแฟรนชายส์ JURASSIC PARK ในทุกภาคชูประเด็นเรื่องการฝืนธรรมชาติของมนุษย์และนำสิ่งที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ ฟื้นนำกลับมาอีกครั้ง เราคงได้เห็นหายนะหลังจากการฟื้นชีวิตไดโนเสาร์ของนักวิทยาศาสตร์ใน JURASSIC PARK มาแล้ว เราได้เห็นว่าความโลภของตัวละครใน The Lost World: JURASSIC PARK นำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ เช่นเดียวกันกับ Jurassic World ที่แสดงให้เห็นว่า ความโลภของนักลงทุนที่พยายามเล่นบทพระเจ้า กับแขกที่มาเยือนสวนสนุกแห่งนี้ที่พากันทุ่มเงินทอง จูราสสิคเวิลด์จึงถูกทำลายลงอย่างสิ้นซาก เช่นเดียวกันกับ JURASSIC WORLD: FALLEN KINGDOM จะย้ำประเด็นนี้อีกครั้งเมื่อไดโนเสาร์ดัดแปลงพันธุกรรมนั้นอาจจะมีประโยชน์ในตลาดอาวุธสงคราม!

 

 

3.นี่เป็นครั้งแรกกับการกลับมาแบบพระนางในแฟรนชายส์ JURASSIC

ใน JURASSIC PARK แต่ละภาคตัวละครหลักที่เป็นตัวเดินเรื่องนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในทุกๆภาค และแทบจะไม่มีตัวละครตัวไหนเลยที่มีความสัมพันธ์ในเชิงคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นภาคแรก Jurassic Park (1993) ที่ได้นักแสดงอย่างแซม นีลประกบคู่กับลอร่า เดิร์น ส่วน The Lost World: Jurassic Park (1997) จูลี่แอนน์ มัวร์ประกบคู่กับเจฟฟ์ โกลด์บลัม มีเพียงภาค Jurassic Park III (2001) ที่มีตัวละครสามี ภรรยาพอล เคอร์บี (วิลเลี่ยม เอช. เมซี่) และอแมนด้า เคอร์บี้ (เทีย ลีโอนี่) ที่พยายามออกตามหาลูกชายที่หายตัวไปบนเกาะนี้

 

แต่คู่รักทั้งสองในภาค 3 ก็ไม่ได้รีเทิร์นกลับมาเจอกันอีกครั้งแบบแคลร์ เดียริ่ง และโอเว่น เกรดี้ หลังจากเป็นคู่รักคู่กัดกันใน JURASSIC WORLD แต่สามปีที่ผ่านไป เราได้รับรู้ว่าทั้งสองได้ใช้ชีวิตรักร่วมกันแต่ไปไม่รอด! แต่แล้วพวกเขาก็มีเหตุที่จะต้องกลับมาพบเจอกันอีกอยู่ดี

 

 

4.ตัวละครเดิม เพิ่มเติมคือมิติในแง่ความคิด

เมื่อหนังหยิบเอาตัวละครเดิมมาเล่าต่อ การเพิ่มพัฒนาการของสองตัวละครจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก แคลร์จึงกลายเป็นตัวละครที่มีความรู้สึกผิด เสียใจ และต้องรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งเธอพยายามกระทำเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดนั้น แคลร์รู้ดีว่ากำลังจะมีหายนะทางธรรมชาติเกิดขึ้นบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามต่อคนทั้งโลกว่า เราควรจะปล่อยให้สัตว์เหล่านี้ตาย หรือเราควรจะช่วยพวกมันดี’ เธอคือคนที่รู้สึกว่าเธอต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือไดโนเสาร์พวกนี้มากที่สุด

 

เช่นเดียวกันกับโอเว่น ผู้รับผิดชอบในการพิสูจน์ว่าพวกแร็ปเตอร์สามารถเชื่อฟังคำสั่งได้ เขารู้ดีว่าพวกมันมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ในแบบเดียวกับที่สัตว์เคยถูกใช้ในการทำสงครามในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

 

 

5.บลู ไดโนเสาร์เพื่อนรัก

บลู เวโลซีแร็ปเตอร์ที่มีความผูกพันกับโอเว่นมาตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงฟักไข่ นั่นส่งผลให้ไดโนเสาร์ตัวนี้เป็นที่จดจำอย่างมากใน JURASSIC WORLD หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือดกับ เอ็คโค่ พี่น้องในคอกเดียวกัน จนทำให้บลูมีรอยแผลเป็นที่ปาก บลูกลายเป็นจ่าฝูง เมื่อโอเว่นแสร้งทำเป็นบาดเจ็บระหว่างการฝึก บลูแสดงความสงสารโอเว่น แต่บลูก็มีทั้งด้านที่ดุร้ายและด้านที่อ่อนโยน น่าเศร้าที่หลังจากยุคจูราสสิคเวิลด์แล้ว บลูกลายเป็นแร็ปเตอร์ตัวสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่บนเกาะอิสลา นูบลา

 

 

6.แอนโตนิโอ เจเอบาโยน่า เขาเป็นใครทำไมมากำกับหนังภาคนี้

ถ้าคุณเป็นนักชมภาพยนตร์ตัวจริงคุณน่าจะคุ้นชื่อผู้กำกับชาวสเปนอย่าง เจเอบาโยน่า อย่างแน่นอน เพราะผลงานที่สร้างชื่ออย่าง The Orphanage ที่หยิบเอาสไตล์หนังแนวบ้านผีสิงมาสร้างบรรยากาศคุกคามคนดูจนขนหัวลุกกันเป็นแถบๆ หรือกระทั่งหนังอย่าง The Impossible ที่เล่าเรื่องราวของครอบครัวชาวอเมริกันที่ประสบภัยซึนามิถล่มภูเก็ต จนทำให้ครอบครัวพลัดพราก แต่ด้วยความเชื่อและศรัทธาทำให้พวกเขากลับมาพบกันอีกครั้ง หรือหนังเรื่องล่าสุดอย่าง A Monster Calls ที่พูดถึงจินตนาการของเด็กและความตายได้อย่างงดงามและน่าเศร้าไปพร้อมๆกัน และจุดเด่นสำคัญของเจเอบาโยน่า คือการทำหนังสยองขวัญที่มี “ตัวละครเด็ก” เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว

 

 

7.ไดโนเสาร์ตัวร้าย หรือจริงๆ คืออสูรกาย

อินโดแร็ปเตอร์ ซึ่งเป็นผลงานการปรับแต่งพันธุกรรมของ ดร. วู ซึ่งมีความฉลาดและมีร่างกายที่สามารถเคลื่อนไหวได้ราวกับกิ้งก่า มันสามารถเข้าไปยังที่ต่างๆ ที่ไดโนเสาร์ตัวอื่นใหญ่เกินกว่าจะเข้าไปได้ ถ้าเป็นไดโนเสาร์ ตัวละครรู้กฎว่าพวกมันออกล่าเหยื่ออย่างไร แต่สำหรับ อินโดแร็ปเตอร์ซึ่งเป็นอสูรกายที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้เราไม่สามารถคาดเดาวิธีการเอาตัวรอดได้เลย