รีวิว The Stranger: Pray at night มาแต่สไตล์ แต่ไม่ได้รายละเอียด

รีวิว The Stranger: Pray at night มาแต่สไตล์ แต่ไม่ได้รายละเอียด

 

 

สิ่งที่ทำให้หนัง The Stranger ภาคแรกได้รับความสนใจจากผู้ชมในช่วงเวลานั้นปัจจัยหนึ่งมาจากนักแสดงที่มีส่วนร่วมในภาพยนตร์นั้นเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นลิฟ ไทเลอร์และสก็อต สปีดแมน แม้พล็อตเรื่องนั้นไม่มีอะไรฉีกทางไปจากหนังแนวฆาตกรโรคจิตเล่นเกมแมวไล่จับหนูด้วยซ้ำ แต่ด้วยวิธีการนำเสนอและการเล่นกับอารมณ์ความคาดหวังของผู้ชม ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รับการกล่าวถึงเรื่อยมา

 

สำหรับ The Stranger: Pray at night เปิดเรื่องมาด้วยการที่ฆาตกรสวมหน้ากาก เดินทางมายังบ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่ง กลางดึกอันเงียบสงัด หญิงชราที่ถูกเสียงกริ่งปลุกให้ตื่นขึ้นจากนิทรา เดินมาที่หน้าประตูบ้านและค้นพบกับความว่างเปล่า แต่หลังจากที่เธอพยายามกวาดตามองออกไปที่นอกประตูบ้าน เธอได้ยินเสียงลมทางด้านหลังและทันใดนั้นเอง เงาตะคุ่มๆของหญิงผมบลอนด์ภายใต้หน้ากากยิ้มแฉ่งก็ปรากฏตัวขึ้น หญิงชราถามขึ้นว่า “เธอเข้ามาในบ้านของฉันทำไม และต้องการอะไร” ไม่มีคำตอบใดๆตอบกลับมา แต่คนดูพอจะได้ทราบแล้วว่าเธอคงไม่รอดชีวิตจากค่ำคืนนี้แน่นอน

 

 

ตัดกลับมาที่เช้าวันรุ่งขึ้น หนังทำให้เราเห็นครอบครัวของ ซินดี้ (คริสติน่า เฮนดริกส์) และ ไมค์ (มาร์ติน แฮนเดอร์สัน) สามีของเธอ พร้อมลูกสาว คินซีย์ (ไบลี่ เมดิสัน) และลุค (ลูอิส พูลแมน) แต่ดูเหมือนกับว่าทริปเดินทางไปเยี่ยมญาติครั้งนี้ของทั้งสี่ จะบรรยากาศเต็มไปด้วยความมาคุ เพราะดูเหมือนว่าคินซีย์จะอารมณ์เสียหลังจากที่รู้ว่าพ่อแม่ของเธอเลือกจะกำจัดเธอให้พ้นทางจากชีวิตคู่ด้วยการส่งเธอไปอยู่โรงเรียนประจำ

 

เมื่อทั้งสี่เดินทางมาถึงบ้านพักตากอากาศของญาติ (ซึ่งโดนฆ่าตายไปแล้วตอนเปิดเรื่อง) พวกเขาไม่รู้เลยว่าสถานที่แห่งนี้มีฆาตกรโรคจิตรอจะเล่นงานพวกอยู่ จนกระทั่งกลางดึก ซินดี้ได้ยินเสียงกริ่งที่ประตูบ้านพร้อมกับปรากฏร่างของหญิงผมบลอนด์ที่ถามเธอว่า “ทามาร่า อยู่บ้านไหมคะ” แน่นอนว่าบ้านหลังนี้ไม่มีทามาร่าอยู่ เธอจึงจากไป พร้อมกับสร้างความงุนงงแกมน่าขนลุกให้กับซินดี้ หลังจากนั้นความบ้าคลั่งก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อสองพี่น้องคินซีย์และลุค ออกไปเดินเล่นก่อนจะค้นพบศพญาติพวกเขาโดนชำแหละเป็นชิ้นๆในบ้านของตัวเอง และแล้วเกมไล่จับหนูก็เริ่มต้นขึ้น

 

 

The Stranger: Pray at night ยังคงพล็อตและวิธีการนำเสนอเหมือนเดิม แต่ภาคหนังนั้นเลือกจะใส่สไตล์ของหนังสยองขวัญในยุค 80 (ยุค Halloween, A Nightmare on Elm Street) เข้ามานั่นคือการใช้แสงและเงา อำพรางตัวฆาตกร การเล่นกับเงาตะคุ่มด้านหลัง ดนตรีประกอบหลอนๆ การซูมเข้าไปหาตัวละครอย่างรวดเร็วในตอนที่ฆาตกรปรากฏตัว หรือกระทั่งการแช่ภาพเวลาที่เหยื่อถูกโจมตีแบบนิ่งไม่เคลื่อนกล้องไปไหนเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 30 วินาที เพื่อให้เห็นความเจ็บปวดทรมานของเหยื่อ

 

น่าเสียดายที่สไตล์อันโดดเด่นของหนังภาคนี้ กลับไม่ค่อยทำให้คนดูอยากจะเอาใจช่วยตัวละครในเรื่องสักเท่าไหร่นัก ปัจจัยหนึ่งมาจากความน่ารำคาญของตัวละครที่เอาแต่ทะเลาะกันจนลืมสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม ให้รู้สึกเข้าใจในปัญหาที่ครอบครัวนี้ต้องเผชิญ แต่กลายเป็นว่าหนังเอาแต่ให้ตัวละครโหวกเหวกโวยวายใส่กัน จนท้ายที่สุดแล้วเมื่อ “เหยื่อ” คนแรกตาย เราก็ได้แต่รู้สึกเฉยๆ และรอคาดเดาว่า ใครกันในครอบครัวนี้จะตายเป็นคนต่อไป (มากกว่าจะเอาใจช่วยให้พวกเขารอดชีวิต)