Pacific Rim Uprising อย่าไปสนใจบท ดูเอามันส์พอ

Pacific Rim Uprising อย่าไปสนใจบท ดูเอามันส์พอ
Beartai

สนับสนุนเนื้อหา

ภาคต่อที่เน้นความบันเทิงแบบจริงจัง แต่กลิ่นอายความขึงขังจากกีแยร์โม เดลโตโร จากภาคแรกหายไปเกือบหมดสิ้น สตีเวน เอส.เดอไนท์ ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ผ่านงานกำกับทีวีซีรีส์มาแค่ไม่กี่ตอนเข้ามารับหน้าที่กำกับและเขียนบทแทน โดยเขียนร่วมกับทีมเขียนบทชุดใหม่ทั้งหมด แม้กระทั่งเทรวิส บีแชม เจ้าของเรื่องที่เคยเขียนบทภาคแรกร่วมกับ กีแยโมร์ ก็ไม่ได้กลับมายุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว น่าเป็นห่วงทิศทางของหนังถ้าเน้นอึกทึกโครมครามแบบนี้ไปอีกภาค สองภาค คนดูก็อาจจะรู้สึกเบื่อเช่นเดียวกับ ที่เคยเบื่อ Transformers กันมาแล้ว

หนังเว้นช่วงจากภาคแรกไปถึง 5 ปี แต่เหตุการณ์ในหนังนั้นกำหนดว่าดำเนินต่อจากภาคแรกถึง 10 ปี โลกสงบสุขปรากศจากการโจมตีจากไคจู แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกองทัพยังคงพัฒนาเยเกอร์รุ่นใหม่ ๆ ออกมา เพิ่มประสิทธภาพมากมาย มีการฝึกผู้ควบคุมเยเกอร์รุ่นใหม่ แต่ความสงบสุขก็คงอยู่ได้ไม่นาน มีเยเกอร์ลึกลับที่ทรงอานุภาพบุกมาโจมตี ยิปซี อเวนเจอร์ เยเกอร์ตัวท็อปของกองทัพ เป็นการใส่ปริศนาเข้าไปในเรื่องราวชวนให้น่าติดตามหาคำตอบถึงที่มาของเยเกอร์ลึกลับ ซึ่งหนังก็ไม่ได้เก็บงำคำตอบไว้นาน และคนดูก็คาดเดาได้ไม่ยาก เมื่อเฉลยที่มาของเยเกอร์ลึกลับก็โยงเรื่องราวไปสู่มหันตภัยท้ายเรื่อง ไคจู 3 ตัวบุกมาทำลายล้างโลกอีกครั้ง รอบนี้มุ่งหน้าหาแหล่งพลังงานที่ปากปล่องภูเขาไฟฟูจิ เยเกอร์ แนวหน้าทั้ง 4 ตัว จึงต้องรวมพลังกันปราบไคจูให้ได้ก่อนถึงภูเขาไฟฟูจิ ไม่เช่นนั้นจะถึงจุดจบของมนุษยชาติ

ก็ถือว่าบทมีความพยายามใส่ความแปลกใหม่เข้าไปมากมาย ทั้งการปูความให้กับตัวละครหลักหน้าใหม่อย่าง เจค เพเทนคอสต์ ที่ได้จอน โบเยก้า จาก Star Wars: Episode VII , Episode VIII มารับบทนำ แถมด้วย ไคลีย์ สแปนีย์ สาวน้อยน่ารักวัย 19 ที่มารับบทเป็น อามารา นามานี่ เด็กสาวที่มีพรสวรรค์ในการสร้างเยเกอร์ด้วยตนเองจากซากเยเกอร์เก่า ๆ และกลายเป็นมาเป็นคู่หูของ เจค เพเทนคอสต์ น้องไคลีย์ เป็นเด็กสาวที่มีเสน่ห์ครับ เป็นสาวตัวเล็กแต่หน้าสวยขึ้นกล้องทีเดียว ผู้สร้างก็คงคาดหวังให้ เจค และ อามารา เป็นตัวละครคู่หลักที่จะทำหน้าที่สานต่อตำนาน Pacific Rim ในภาคต่อ ๆ ไป หนังใส่เรื่องราวดราม่าในอดีตของอามารา บวกกับดราม่าระหว่างพี่น้องต่างสายเลือดของเจค และ มาโกะ โมริ ซึ่งก็ไม่ได้ชวนอินเท่าใดนัก และแถมท้ายด้วยบท เนท แลมเบิร์ต ผู้ควบคุมเยเกอร์รุ่นเก๋าที่เป็นคู่กัดกับ เจค เพเทนคอสต์ ได้สก็อตต์ อีสต์วู้ด ลูกชายปู่คลินต์ มารับบท ที่ก็มาในบุคลิกเดิม ๆ จากที่เคยเห็นกันใน The Fate of  the Furious , และ Overdrive ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก

ผู้สร้างคงจะกลัวคนดูเบื่อฉากเยเกอร์สู้กับไคจู ก็เลยเพิ่มฉากเยเกอร์ ต่อสู้กันเองเข้ามา มันดูจะเป็นของน่าเบื่อใน Transformers แต่ยังเป็นของใหม่สำหรับ Pacific Rim อยู่ ก็ถือว่าทำได้สนุกตื่นเต้น ที่น่าชื่นชมก็คือการออกแบบท่าทางการต่อสู้ของหุ่นยักษ์ทำได้สวยงาม ดูสมจริง และท้ายสุดที่ตอบสนองแฟน ๆ Pacific Rim ได้อย่างสะใจ คือฉากเยเกอร์ปะทะกับไคจู ภาคนี้ไคจูไม่ได้มาหลายรอบแบบภาคแรก แต่มารอบเดียวท้ายเรื่องแล้วลากกันยาว ๆ เกือบครึ่งชั่วโมงไปเลย เป็นไคจูที่ดุและหินกว่าเดิมมาก สามตัวรวมเป็นตัวเดียวขนาดมหึมา ปราบได้ยากเย็นสุด ๆ อันนี้ไม่ได้สปอยล์นะ เพราะในตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้ว สุดท้ายที่เพิ่มเข้ามาและช่วยให้สนุกขึ้นมาก คือการออกแบบบรรดาอาวุธใหม่ ๆ ของเยเกอร์ทั้ง 4 ตัว มีทั้งปืนกล แส้แรงโน้มถ่วงที่ดึงตึกรามบ้านช่อง รถตามพื้นมาเขวี้ยงใส่ไคจูแทนอาวุธได้ อาวุธต่าง ๆ ในภาคนี้เยอะมากครับ เป็นสีสันในฉากต่อสู้ได้ดี ส่วนที่น่าชื่นชมกับทีมเขียนบททีมนี้ คือการสรรค์สร้างนักแสดงนำชุดใหม่หลายคน และสามารถกระจายความสำคัญให้ทุกคนได้ครบถ้วนพอดี

ส่วนที่ขาดหายไปจากภาคที่แล้ว คือเรื่องราวที่มาของเยเกอร์แต่ละประเทศ แต่ภาคนี้แสดงเจตนาชัดเจนว่าอวยประเทศจีนมาก เยเกอร์ในภาคนี้สร้างโดย แพน แปซิฟิก ดีเฟนซ์ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของเทคโนโลยีเยเกอร์ดั้งเดิม ร่วมกับ เชา อินดัสตรี ผู้ผลิตเยเกอร์จากประเทศจีน ดาราจีนมาเข้าฉากเยอะมาก และพูดจีนล้วน ๆ เทียน จิง (The Great Wall , Kong:Skull Island) ดาราจีนที่มาฮอลลีวู้ดรายล่าสุด มารับบทนำเป็น ลีเวน เชา เจ้าของเชา อินดัสตรีมาในภาพลักษณ์สวย เชิด หยิ่ง ทั้งเรื่อง แถมบทยังอวยให้เธอได้เป็นฮีโร่ในฉากสำคัญด้วย หนังยังใส่ฉากต่อสู้ใหญ่ ๆ ในออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เห็นได้ชัดว่าผู้สร้างมาแนวนี้ต้องหวังผลอย่างมากตอนที่หนังไปฉายในจีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น บทหนังพยายามจะสอดแทรกมุกตลกเข้าไปบ้าง แต่ผลที่ได้คือแป้ก ก็เลยกลายเป็นว่าภาคนี้เป็นภาคที่ขาดแคลนอารมณ์ขัน ไม่ได้หัวเราะเลยสักแอะเดียว แต่ก็เอาน่าดูเอามันส์ ก็ยังได้มันส์อยู่

เป็นหนังที่ผมเห็นด้วยกับนักวิจารณ์ต่างประเทศนะครับ ที่ว่าภาคนี้เนื้อหาออกทะเลมาก ความพยายามเปิดช่องให้ไคจูกลับมาก็ดูเวอร์หลุดโลกเสียจริง แต่ในขณะเดียวกันกับการมุ่งขายความมันส์ ขายฉากแอ็คชั่น ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้อย่างจุใจโดยเฉพาะแฟนหนังกลุ่มผู้ชายวัย 40 อัปที่เคยดูไอ้มดแดง อุลตร้าแมนต่อสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ พังตึกรามบ้านช่องระเนระนาด ก็คาดไม่ถึงว่าผ่านมา 30 ปี เราจะได้เห็นภาพการต่อสู้ระหว่างหุ่นยักษ์กับสัตว์ประหลาดบนจอหนัง ที่พังบ้านเมืองอย่างวินาศสันตะโรได้สมจริงสมจังแบบนี้ ชื่นชมทีมงานที่บริหารทุนสร้างได้คุ้มค่า หนังใช้ทุนสร้างไป 150 ล้านเหรียญ น้อยกว่าภาคแรกที่ได้ไปถึง 190 ล้านเหรียญ สนุก มันส์ ครับ เป็นห่วงก็แค่ว่าภาคต่อ ๆ ไป จะทำอย่างไรไม่ให้เจอสภาพซ้ำซากจำเจเช่นเดียวกับ Transformers