รีวิว The Greatest Showman โชว์ใหญ่ของคนไฮเปอร์

รีวิว The Greatest Showman โชว์ใหญ่ของคนไฮเปอร์

 

The Greatest Showman เป็นหนังมิวสิคัลสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ พี ที บาร์นัม บุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของอเมริกา เขาเป็นบุคคลที่คิดค้นโชว์ทำการแสดง ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทำงานศิลปะด้านการแสดงในเวลาต่อมา

ทว่าเรื่องราวของ พี ที บาร์นัม (ฮิวจ์ แจ็คแมน) ในหนังเรื่องนี้คือการปรุงแต่งเรื่องราวซึ่งเน้นความบันเทิงมากกว่าสมจริงสมจังทางประวัติศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้นการใส่บรรยากาศ “ชวนฝัน” ตลอดเวลา ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อของเรื่องราวแฟนตาซีในหนังเรื่องนี้ลดลงมากเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตามความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อบทเพลง The Greatest Show ถูกบรรเลงขึ้นและบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของพี ที บาร์นัม ในช่วงเวลาเด็กจนเติบโตภายในหนึ่งบทเพลง เราจะได้เห็นความลำบากยากเย็นของเขาในวัยเด็ก ปัญหาที่เขาต้องเผชิญ และจุดมุ่งหมายในชีวิตที่นำพาเขาไปสู่ความฝันที่ตั้งเอาไว้ โชคดีที่เขาเจอคนรักอย่างแชร์ริตี้ บาร์นัม (มิเชล วิลเลียม) ผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างบาร์นัม ในยามทุกข์หรือสุข จนทั้งสองมีลูกสาวเป็นโซ่ทองคล้องใจ

ชีวิตของบาร์นัมต้องเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเมื่อบริษัทที่เขาทำงานอยู่ปิดตัวลง เขาจึงทุ่มหมดหน้าตักในการซื้อพิพิธภัณฑ์รวมของแปลกประหลาด เพื่อเก็บค่าเข้าชม แต่เนื่องจากของแปลกที่ “ไม่มีชีวิต” ไม่ได้ช่วยให้เขาได้รับรายได้มากขึ้น เขาจึงเริ่มมองหาการทำโชว์ ด้วยการรวบรวมคนแปลก (ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและความสามารถ) เพื่อคิดโชว์ละครสัตว์อันแสนตื่นตาตื่นใจ

หลังจากการเปิดแสดง คนดูให้การตอบรับเป็นอย่างดี แต่นักวิจารณ์งานศิลปะมือทองแห่งยุคอย่าง เจมส์ กอร์ดอน แบนเนต (พอล สปาร์ค) กลับโจมตีว่านี่เป็นโชว์ขยะที่รวมแต่ผิดปกติ ไม่มีคุณค่าทางศิลปะแต่อย่างใด ยิ่งกระแสลบตีกลับโชว์มากแค่ไหน บาร์นัมกลับมองเห็นว่ามันคือโอกาสที่จะกระพือความนิยมของโชว์เขาให้มากยิ่งขึ้น แม้ว่าสังคมชนชั้นสูงจะเหยียดหยามโชว์ละครสัตว์ของเขา แต่ประชาชนคนทั่วไปกลับหลงรักและตอบรับโชว์ของเขาเป็นอย่างดี แต่นั่นเป็นแค่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

ถึงหนังจะดูมีเส้นเรื่องจริงจัง มีประเด็นทางสังคม การวิพากษ์วิจารณ์งานศิลปะ มากแค่ไหน แต่หนังเรื่องนี้เหมือนจะเล่าทุกประเด็นไปแบบรวดเร็วฉับไวไปหมด จนเราไม่แน่ใจนักว่านี่เรากำลังดูหนังแอ็คชั่นหรือหนังมิวสิคัลดรามากันแน่ เพราะการตัดต่อและวิธีการเล่านั้นดูรีบเร่งประหนึ่งว่ากลัวหนังจะยาวจนเกินไป (หนังมีความยาวรวมแค่ 105 นาที) ส่งผลให้ผู้ชมไม่อาจจะซึมซับอารมณ์ของตัวละครในเรื่องได้เลย และส่งผลไปถึงความผูกพันต่อตัวละครด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามส่งที่เราต้องเอ่ยปากชมอย่างมากคือเพลงประกอบ (รวมถึงเพลงที่ตัวละครใช้ขับร้อง) นั้นเต็มไปด้วยความไพเราะติดหู แม้ว่าหนังจะจบลงแล้วแต่เพลงจากหนังเรื่องนี้ก็ยังอยู่ในหัวของเรา จนฮัมเพลงไปขับรถกลับบ้านไปเลยทีเดียว

ติดตามSanook! Movie

เช็ครอบหนัง โปรแกรมหนัง หนังใหม่ ดูหนัง ตัวอย่างหนังใหม่

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ the greatest showman