11 เรื่องสุดว้าวของ ไมเคิล เบย์ ในแบบที่เราไม่เคยรู้จัก

11 เรื่องสุดว้าวของ ไมเคิล เบย์ ในแบบที่เราไม่เคยรู้จัก
Beartai

สนับสนุนเนื้อหา

 

หนังเรื่องล่าสุดของมหากาพย์ผู้กำกับจอมทำลายล้างจักรวาลนาม ไมเคิล เบย์ กำลังจ่อคิวเข้าโรงแล้วกับ Transformers: The Last Knight วันนี้เราจึงนำเรื่องราวของตัวผู้กำกับท่านนี้ที่เรา ๆ ท่าน ๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อนมาเล่าสู่กันฟัง ใครแอนตี้อาจจะคารวะเฮียแกมากขึ้นก็เป็นได้นะ เพราะงานนี้พี่เบย์ไม่เบ ๆ นะครับ

คือผู้กำกับที่ครองสถิติอายุน้อยสุด ที่ทำเงินได้เกิน 1,000 ล้านเหรียญ แค่ Bad Boy (1995) หนังยาวเพียงเรื่องแรกของพี่แก ก็สามารถทำเงินทั่วโลกได้ 141 ล้านเหรียญ แถมเรื่องที่สองก็ไม่ธรรมดา The Rock (1996) พี่แกก็กวาดเงินเพิ่มไปแบบเท่าตัวคือ 335 ล้านเหรียญ และไม่ต้องรอนานหลังจากนั้นอีก 2 ปี ในวัยเพียง 33 ปี พี่แกก็ทำรายได้รวมทุกเรื่องทะลุ 1,000 ล้านเหรียญไปได้สำเร็จจากเรื่อง Armageddon (1998) ที่กวาดมาถึง 553 ล้านเหรียญ ว้าวววว

“ลองเรียกฉันว่าผู้กำกับพันล้านทีสิ”

ฉากระเบิดในหนังเฮียแก จะทำเงินราว ๆ 3.3 ล้านเหรียญ ต่อการระเบิด 1 ครั้ง ด้วยความที่แกเป็นสายแอ็คชั่นบ้าระเบิดบ้าพลังสุด ๆ เลยมีคนนั่งทำสถิติหนังพี่แกเล่น ๆ ว่า ทุก ๆ ครั้งที่มีการระเบิดเกิดขึ้นในหนังพี่แก จะทำรายได้ให้แกถึง 3.3 ล้านเหรียญเลยทีเดียว โดยเอารายได้ทั่วโลกของหนังเรื่องนั้นมาหารเฉลี่ยกับจำนวนฉากระเบิด โดยตอนนี้สถิติหนังที่มีฉากระเบิดสูงสุดของพี่แก จากการนั่งนับของผู้ใช้เรดดิทนามแฝงว่า OhioState13 อยู่ที่ประมาณ 330 ครั้งจากเรื่อง Transformers: Age of Extinction (2014) ดังนั้นถ้าแกอยากทำลายสถิติรายรับรวมสูงสุดตลอดกาลของ Avatar (2009) ที่ 2,781 ล้านเหรียญ แกต้องทำหนังให้มีฉากระเบิดราว 843 ครั้งโดยประมาณ คือถ้าให้เห็นภาพลองเทียบกับหนังที่ยาวที่สุดของแกอย่าง Pearl Harbor (2001) ที่ยาว 183 นาทีแล้ว จะต้องมีฉากระเบิกเกิดขึ้นทุก ๆ  5 ครั้ง ต่อนาทีกันเลยทีเดียว (ถ้าระเบิดกันขนาดนั้นก็ไม่ต้องดูเรื่องราวของหนังกันแล้วล่ะ)

 

กราฟเทียบรายได้สัมพันธ์กับจำนวนระเบิด จากผู้ใช้เรดดิทนามแฝง MikeDane

สถิติการทำลายล้างรวม ระดับล้านล้านเหรียญ (ศูนย์ห้อยท้าย 12 ตัวน่ะ ดอลล่าร์สหรัฐด้วยนะ) นี่ก็มีคนไปตั้งคำถามในเว็บถามไรก็ได้อย่าง Quora.com ว่ารวม ๆ แล้วหนังป๋าเบย์แกนี่ ทำลายทรัพย์สินตามท้องเรื่องคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเท่าไร แล้วก็มีผู้ใช้รายหนึ่งชื่อ Kynan Eng ได้เข้ามาลองคิดความเสียหายให้ดูว่ารวมทุกเรื่องแล้วน่าจะอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านเหรียญเลยทีเดียว โดยหลัก ๆ ก็มาจากการทำลายเมืองปารีส เซี่ยงไฮ้ และพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกในเรื่อง Armageddon ที่คิดความเสียหายได้ราว ๆ 1.1 ล้านล้านเหรียญ โดยอันดับสองที่ตามมาห่างมาก ๆ อย่าง Transformers: Dark of the Moon (2011) นั้นก็สร้างความพินาศไป 1 แสนล้านเหรียญจากการทำลายยานอวกาศ และเมืองชิคาโก รวมถึงอนุสาวรีย์ประธานาธิบดีลินคอล์นในดีซีด้วย คิดเล่น  ๆ ก็เท่ากับรายได้สุทธิที่รัฐบาลไทยเก็บได้ทั้งตลอดปีที่แล้ว ทบไปอีก 14 ปี …..ก็แค่นั้นเอง

ฉากถล่มปารีสใน Armageddon

รายได้ขำ ๆ ทั้งทำหนังเอง ทั้งบริหารค่ายหนัง แค่ 430 ล้านเหรียญเองนิ แม้หนังที่แกกำกับจะทำรายได้รวมกันไปถึง 5,845.1 ล้านเหรียญ แต่รายรับของแกเองจริง ๆ จากข้อมูลเดือนมีนาคมปีนี้ อ้างอิงจาก thefamouspeople.com ระบุว่าป๋าเบย์มีรายได้รวม 430 ล้านเหรียญตลอดชีวิตการทำงาน ซึ่งนับจากหนังเรื่องแรกที่แกกำกับด้วยค่าตัวเพียง 1 แสนเหรียญ จนตอนนี้ได้รับค่าตัวรวมเปอร์เซ็นต์การฉายแล้วน่าจะตกอยู่ปีละราว ๆ 50-100 ล้านเหรียญทีเดียว 

ข้อมูลรายได้จาก Forbs อ้างจาก therichest.com

นอกจากนี้หลายคนอาจไม่รู้ว่าป๋าแกมีบริษัทสร้างหนังของตัวเองด้วยชื่อว่า Platinum Dunes ที่ตั้งตามชื่อหนังสมัยเรียนฟิล์มในมหาวิทยาลัยของแกนู่น หนังฮิต ๆ จากค่ายนี้ก็เน้นไปที่การรีเมกหนังสยองขวัญเก่า ๆ เช่น The Texas Chainsaw Massacre (2003) และ A Nightmare on Elm Street (2010) เป็นต้น และยังผลักดันหนังสยองและแนวไซไฟคลื่นลูกใหม่ด้วยอย่าง The Purge (2013) และ Teenage Mutant Ninja Turtles (2014) เป็นต้น ซึ่งนับเอาหนังเฉพาะที่แกคุมการผลิตนี้ก็ทำรายรับรวมไปแค่ราว 6,912.8 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง ทำได้ดีจน The Hollywood Reporter ยกให้เป็นบริษัทอำนวยการผลิตหนังยอดเยี่ยมของปี 2014 แถมในปีถัดมาสื่อเจ้าเดิมยังยกให้เป็น 1 ใน 30 บริษัทอำนวยการผลิตหนังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฮอลลีวู้ดด้วย

เหล่าผู้ก่อตั้งบริษัท

ชีวิตป๋าแกระดับ Thug Life เพราะจนทุกวันนี้แกก็ยังไม่รู้ว่าพ่อของแกคือใคร กำเนิดชีวิตแกนี่ก็เป็นดราม่าจ๋าเลยทีเดียว เพราะแกถูกรับมาเลี้ยงโดยไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร และก็ใช้นามสกุลเบย์ตามพ่อแม่บุญธรรมมาตั้งแต่เกิดเลย จนช่วงหนึ่งที่เบย์ออกตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงโดยสืบตั้งแต่โรงพยาบาลที่เขาเกิด และในที่สุดก็ได้พบแม่ของเขา จุดดราม่ามันอยู่ตรงนี้ครับ แม่ของเขาเคยนอนกับผู้กำกับใหญ่ยุคนั้นนาม จอห์น แฟรงเคนไฮเมอร์ ผู้กำกับหรังคลาสสิกอย่าง The Manchurian Candidate  (1962) แต่ด้วยความที่สมัยนั้นการมีเรื่องฉาวแบบนี้ อาจดับอาชีพของจอห์นได้เลย เขาเลยตกลงกับทนายและยัดเงินให้แม่เบย์ไป 7,500 เหรียญแล้วลาขาดกันไป การกลับมามีข่าวลือฉาวโฉ่ไปทั่วฮอลลีวู้ดแบบนี้อีกครั้งทำให้จอห์นตัดสินใจมาพบเบย์และแม่เพื่อทำการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งผลปรากฏคือค่าดีเอ็นเอไม่ตรงกัน แต่ก็มักจะพูดกันว่าการตรวจด้วยเทคโนโลยีในช่วงยุค 80 นั้นอาจให้ผลที่ไม่เที่ยงตรงก็ได้

จอห์น แฟรงเคนไฮเมอร์ หน้าคล้ายกันมั้ย?

ตรงนี้ก็ปล่อยเป็นความลับกันต่อไปครับ เพราะถ้าใครไปถามเบย์เขาก็จะตอบว่า เขาคือคนที่เชื่อว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่นั่นล่ะคือพ่อแม่ที่แท้จริงครับ T^T บางคนถึงกับวิเคราะห์หนังของป๋าเบย์ว่าที่ออกมาแบบตูมตามโฉ่งฉ่างนี้ ก็เพราะปมเรียกร้องความสนใจหาความอบอุ่นจากพ่อแม่ที่แท้จริงนี่ล่ะ (รู้แบบนี้ ต่อไปคงจะดูหนังแกด้วยความรู้สึกอีกแบบแหงเลย โถหนูเบย์)

 

“มาแสดงความรักกัน”

สายโหดโคตรบิดามารดร ความ Thug Life ของแกนี่ไม่ธรรมดานะ แกสายโหดถึงขนาดว่าทีมงานและนักแสดงในกองระเบิดภูเขาเผากระท่อมของป๋าเบย์ ถึงขนาดมีคำเรียกติดปากว่า Bayhem ที่มาจาก Mayhem (ความโกลาหล) ผสมกับชื่อของแก Bay ด้วย ซึ่งป๋าแกดูชอบใจเอาไปตั้งเป็นชื่อกล้องถ่ายหนังกันเลยทีเดียว ไอ้เรื่องตั้งชื่อนี่แกก็สายโหดพอตัวเพราะแกเอาชื่อปฏิบัติการลับถล่มอิหร่านอย่าง Nitro Zeus มาตั้งเป็นชื่อสัตว์เลี้ยงด้วย

กล้องเรด สลักนาม Bayhem

เลนส์ส่องภาพ วิวไฟน์เดอร์ Mark Vb ที่เบย์มักห้อยติดตัวตลอด ถือเป็นอุปกรณ์เริ่มวัฒนธรรมสลักชื่อพร้อมชื่อหนังของเขาทุกเรื่องด้วย

ความเขี้ยวในกองถ่ายของแกก็ลือชามากแกเคยสั่งไล่ให้ตัวประกอบแบบเดินผ่าน ไปนั่งดูอยู่มุมตึกแทน เพราะเล่นไม่ตรงจากที่เขาสั่ง (คือชีวิตตัวประกอบคนนั้นจบสิ้นกันวันนั้นทีเดียว) หรือจะดราม่าเมื่อนานมาแล้วที่เขาพูดถึงนักแสดงนำหญิงอย่าง เคท เบกคินเซล ในกอง Pearl Harbor ว่าอัปลักษณ์ เวลาเธอแสดงไม่ได้ดั่งใจ จนเธอหมดความมั่นใจไปเลย  ซึ่งเรื่องนั้นเบย์ได้ถ่ายฟิล์มไปกว่า 1 ล้านฟุต ถึงจะตัดมาใช้ในหนังตัวสุดท้ายแค่ราว ๆ 20,000 ฟุต ก็ตาม ก็พอเข้าใจได้เลยว่าในกองแกถ่ายแกจะเข้มข้นจริงจังขนาดไหน

“จะแสดงดี ๆ ได้รึยัง”

อีกเรื่องที่น่าเสียดายคือเมื่อปี 2008 ผู้กำกับหนังสุดห่วยจากหลายสำนักอย่าง อูเว่ โบลล์ ซึ่งท้าต่อยกับนักวิจารณ์หนังไปทั่ว ได้ขอท้าขึ้นสังเวียนซัดปากกับป๋าเบย์บ้างในฐานะหนังแมสเจอหนังอินดี้ แต่ป๋าไม่รู้จะไปต่อยทำซากอะไร มวยนัดหยุดโลกนั้นเลยไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคของโบลล์หรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นปี 2013 ที่กองถ่ายหนังหุ่นเหล็กในฮ่องกง ป๋าแกเจอโจรสองคนรุมทำร้ายเพื่อปล้นโดยมีชิ้นส่วนเหล็กของแอร์ปรับอากาศเป็นอาวุธ ผลปรากฏว่าถึงโดนจัง ๆ แต่เบย์ก็ไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่รอยขีดข่วน นี่มันคนเหล็กชัด ๆ เลย ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับหนังของเบย์ ว่าเลวร้ายสุด ๆ เบย์เคยเล่าว่าเขาไปปรึกษากับ เควนติน ทารันติโน่ ที่มีคนบอกว่าเบย์คือซาตาน เควนตินก็เลยบอกว่าอย่าคิดมากหนังเรื่องก่อนคนก็หาว่าผมเป็นพวกต่อต้านพระคริสต์เหมือนกันล่ะ (ฮา) คือชื่อเสียงป๋าเบย์ก็อารมณ์ว่าไม่ค่อยถูกกับพวกนักวิจารณ์หนังอยู่แล้วล่ะนะ หนึ่งในการโต้เถียงที่เผ็ดร้อนที่สุดของเบย์ คือการบอกว่านักวิจารณ์ชื่อดังแห่งยุคอย่างโรเจอร์ อีเบิร์ต คงดูพวกหนังสงครามสั่ว ๆ มามากเกินไป ถึงมาวิจารณ์ฉากทิ้งระเบิดในหนัง Pearl Harbor ว่าไม่สมจริง แถมข่มทับว่าเขานี่ศึกษาชนิดของระเบิดมาอย่างละเอียดแล้วเฟร้ยด้วย เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่าเรื่องระเบิดอย่าไปเถียง ดร.ระเบิด อย่างป๋าเบย์ ใครคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหนัง Armageddon ของเขาว่าถูกนาซ่าเอาไปใช้เปิดให้นักบินฝึกหัดดูเพื่อหาจุดผิดซึ่งว่ากันว่ามีถึง 168 จุด (บร๊ะ) ซึ่งบางคนก็เชื่อเป็นตุเป็นตะอยู่นะครับ เพราะมีคนไปตั้งถามนาซ่าเหมือนกันและนี่คือคำตอบครับ

ก็ย่อ ๆ คือเจ้าหน้าที่ของนาซ่าท่านี้ เขาบอกว่าไม่มีงบไปซื้อลิขสิทธิ์หนังมาทำเรื่องพลันนั้นหรอกครับ ลือหึ่งโม้กันทั้งเพ อีกอย่างก็เป็นแค่มุกขำ ๆ ไว้ละลายพฤติกรรมเท่านั้นเอง ซึ่งเลิกเล่นมุกแบบนี้ไปแล้วเพราะหนังเก่าเกิน เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จัก (ฮา) อีกอย่างอ้างอิงจาก moviemistakes.com หนังระเบิดดาวเคราะห์น้อยเรื่องนี้ก็มีจุดผิดแค่ 82 จุดเท่านั้นด้วย เทียบไม่ติดเลยกับหนังผิดจุดสุดบรรลัยของป๋าแกอย่าง Pearl Harbor ที่ผิดปาไป 180 จุด มากกว่าไอ้ที่ชาวเน็ตลือกันเกี่ยวกับ Armageddon ซะอีก (ฮา)ที่เกี่ยวกับนาซ่าอีกเรื่องก็เป็นว่านาซ่าโหวตให้หนังเรื่อง 2012 เป็นหนังที่อิงหลักวิทยาศาสตร์ได้ห่วยแตกที่สุดในโลก แล้วมี Armageddon ติดโผในหอเสื่อมยศนี้ในลำดับรองด้วย อันนี้ก็ข่าวมั่วอีกเช่นกันครับ นาซ่ามาเผยแล้วว่าเป็นแค่ความเห็นของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ให้กับนักข่าวออสเตรเลีย แถมแค่ยกตัวอย่างส่วนที่ผิดหลักการของหนังฮอลลีวูดต่าง ๆ ไม่ได้มีการจัดอันดับใด ๆ ด้วย

แอบเล่นเป็นนักวิทยาศาสตร์ในนาซ่า นับเป็นหนังโรงเรื่องแรกที่แกมาเป็นคามิโอด้วย

ส่วนไอ้แย่ของจริงน่ะ คือการที่เบย์เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดแย่แห่งปี หรือ Razzie Awards ถึง 5 ครั้ง แถมคว้ารางวัลอัปยศนี้ไปได้ถึง 2 ครั้งอีกต่างหาก จากหนังหุ่นเหล็กอวกาศภาค 2 และ 4 นั่นเอง “มีคนจำนวนเยอะโคตร ๆ ที่เกลียดผม พวกเขาเกลียดหนังของผมและอะไรต่อมิอะไรของผม แต่เฮ้! รู้อะไรมั้ย หนังผมทำเงินทั่วโลกสองพันกว่าล้านเหรียญ นั่นคิดเป็นจำนวนคนที่ไปซื้อตั๋วดูเยอะอยู่นะ” – ไมเคิล เบย์ เห็นแบบนี้ จริง ๆ ป๋าเบย์เทพมาก เป็นอัจฉริยะเลยล่ะ ของที่คนอื่นว่าไม่ดี อาจจะเป็นของเทพของเราก็ได้เช่นกันครับ เพราะหนังของป๋าเบย์ในฝั่งเวทีรางวัลโคตรแมสอย่าง MTV Movie Awards นี่แกเป็นขาประจำของหนังที่มีฉากบู๊ยอดเยี่ยม แถมยังได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมแห่งปีถึง 3 ครั้ง และชนะไปจากเรื่อง Transformers (2007) ด้วย ส่วนฝั่งออสการ์ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ อาจจะเหลือเชื่อแต่หนังป๋าเบย์เข้าชิงสาขามิกซ์เสียงยอดเยี่ยมถึง 7 ครั้งด้วยกัน (โหววว) และเห็นแบบนี้หนังป๋าเบย์ถูกนำไปทำแผ่นนักสะสม Criterion Collection ที่ต้องได้รับการคัดสรรอย่างดีเท่านั้น ถึง 2 เรื่องเลยนะครับ คือ The Rock และ  Armageddon

 

และถ้ายังคิดว่าก็งั้น ๆ จงรู้ไว้เลยครับว่าป๋าเบย์เป็นอัจฉริยะที่สมัยทำงานโฆษณาสามารถคว้ารางวัลหลักของเวทีประกวดโฆษณาระดับโลกมาได้ครบด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น ไม่ว่าจะ Gold Lions และ Silver Lions จากเวที Cannes Lions และรางวัล Grand Prix Clio หรือโฆษณายอดเยี่ยมแห่งปี รวมถึงรางวัลอื่น ๆ ด้วย มีแต่เขาจะปฏิเสธคนอื่น แต่คนอื่นไม่อาจปฏิเสธเขา ในประวัติชีวิตการทำหนังของเบย์ เขาเคยปฏิเสธการทำหนังระดับบิ๊กเนมมาแล้วหลายครั้ง ทั้ง Red Dragon (2002) ที่ต่อมาได้ เบร็ตต์ แรตเนอร์ จาก Rush Hour มากำกับแทน, Van Helsing (2004) ที่ต่อมาได้ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส จาก The Mummy  มากำกับ, Man on Fire (2004) ที่สุดท้ายได้ โทนี่ สก็อตต์ จาก Top Gun รับหน้าที่กำกับ หรือแม้แต่หนังภาคต่อฟอร์มยักษ์อย่าง Terminator 3: Rise of the Machines (2003) ป๋าเบย์ก็เซย์กู้ดบายมาแล้วเช่นกันครับ (โหววว) คือเรียกว่าเก่งเลือกได้จริง ๆ สำหรับเบย์ และเป็นที่ทราบกันว่าเบย์เริ่มเข้าสู่สายอาชีพทำหนังตั้งแต่อายุ 15 ปีกันเลย โดยเขาเข้ามาฝึกงานในส่วนของทีมทำสตอรี่บอร์ดให้กับหนังอินเดียนน่า โจนส์ ภาค Raiders of the Lost Ark (1981) ตอนนั้นเบย์ดูสตอรี่บอร์ดแล้วบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้เจ๊งยับแน่ ๆ แต่พอหนังเสร็จออกฉายมันกลับกลายเป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากทำหนังใหญ่เลย และนั่นก็ยังทำให้เขาเป็นเพื่อนซี้กับ จอร์จ ลูคัส ในปัจจุบันด้วย ซึ่งเบย์นี่ถึงจะขาดความรักจากพ่อแม่ที่แท้จริง แต่เขามีดวงเมตตามหานิยมพอตัวเพราะใคร ๆ ในวงการก็ต่างรักเขาทั้งนั้น อย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก หรือ เจอร์รี บรัคไฮเมอร์  โปรดิวเซอร์คู่บุญตั้งแต่หนังเรื่องแรกของเขาเองก็ด้วย

 

 

หนึ่งในความประทับใจที่ทำให้ บรัคไฮเมอร์ ยอมใจเบย์มาก ๆ ก็คือ ตอนกำกับหนัง Bad Boy แล้วเกิดปัญหาพายุเข้าทำให้กองล่มวันที่ต้องถ่ายฉากระเบิดช่วงท้ายของหนัง ซึ่งสตูดิโอก็ไม่เหลืองบมาให้สำหรับการถ่ายซ่อมอีกแล้ว เบย์เลยตัดสินใจเอาเงินถึง 1 ใน 4 ของค่าจ้างกำกับของเขา (25,000 เหรียญ) มาใช้เพื่อลงทุนถ่ายฉากนี้อีกครั้งเพื่อความสมบูรณ์ ..กราบ นอกจากนี้หลายคนอาจเคยทราบว่าเบย์นั้นจบจากมหาวิทยาลัยเวสเลี่ยน มหาวิทยาลัย 1 ใน 10 ที่ดีที่สุดด้านภาพยนตร์ แต่คงไม่รู้ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ จอห์น เทอร์เทิลโทบ (ผู้กำกับ National Treasure) และยังเป็นรุ่นพี่แบบห่างแค่ปีเดียวของจอส วีดอน (ผู้กำกับ Buffy the Vampire Slayer และ Marvel’s The Avengers) กับ แมทธิว ไวน์เนอร์ (โปรดิวเซอร์ซีรีส์ Mad Men และ The Sopranos เจ้าของตำแหน่ง 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกปี 2011 จากนิตยสารไทม์ส) ด้วย

อีกเรื่องที่เป็นที่รู้กันดีคือ เขาเป็นญาติกับนักแสดง เลียวนาร์ด นิมอย หรือ สป็อก แห่งหนัง Star Trek รุ่นเดอะด้วย เพราะนิมอยได้มาแต่งงานกับญาติแท้ ๆ ของเบย์ เรียกว่าเขามีสายสัมพันธ์กับคนแถวหน้าของฮอลลีวูดรอบตัวทีเดียว  ด้วยความกว้างขวางราวเจ้าชายแห่งฮอลลีวูดนี้เอง เคน โนแลน คนเขียนบททรานสฟอร์เมอร์สภาคล่าสุด จึงได้เล่าถึงการที่ใครไม่กล้าปฏิเสธเขาไว้ว่า ตอนที่เบย์เปรยเล่น ๆ ว่าคงน่าสนุกดีถ้าเขาได้ จิม คาร์เตอร์ นักแสดงมากความสามารถชาวอังกฤษมาภาคเสียงตัวละครใหม่ในหนัง แล้วเบย์ก็หายไปสามวันพร้อมกับมาประกาศว่าเราได้ตัว จิม แล้ว! (บร่ะ) และอีกเช่นกันพอทีมเขียนบทบอกว่าตัวละครเจ้าของปราสาทชาวอังกฤษนี่ชวนให้นึกถึง แอนโธนี ฮอปกินส์ เสียจริง เบย์ก็หายไปสองวันแล้วกลับมาบอกว่า เขาได้ตัวฮอปกินส์มาเล่นแล้ว! (บร่ะ) โนแลนสรุปท้ายว่า “เป็นเบย์นี่อะไร ๆ มันก็ง่ายเสียจริง ๆ ไม่มีใครปฏิเสธเขาได้เลย” หมาเบย์ ก็ไม่เบนะ คือเบย์นับว่าเป็นคนที่รักหมาสุด ๆ คนหนึ่งของฮอลลีวูด เขามีหมาหลายตัวที่แทบไม่เคยห่างกายเขาเลย และการเป็นหมาของเบย์จะธรรมดาได้เช่นไร หมาพันธุ์บูลมาสทิฟฟ์ตัวหนึ่งของเขาชื่อ เมสัน ร็อก เบย์  (ให้หมาใช้นามสกุลด้วยอ่ะ) ได้รับเกียรติให้ร่วมแสดงแบบมีเครดิตนักแสดงทางการในหนัง Bad Boys II และ Transformers ของเขาด้วย ซึ่งไอ้ชื่อนี้ก็ได้มาจากตัวละครของ ฌอน คอนเนอรี ในหนัง The Rock นั่นเอง นอกจากเจ้าเมสัน ร็อกแล้ว หมาตัวอื่นก็ได้รับการตั้งชื่อจากตัวละครในหนังของเขาและมีโอกาสเล่นหนังเกือบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น เจ้าเกรซ ที่มาจากตัวละครของ ลิฟ ไทเลอร์ ใน Armageddon, เจ้าโบนครัชเชอร์ และเจ้าบับเบิ้ลบี จากชื่อตัวละครหุ่นยนต์ในหนัง Transformers และที่พิเศษสุดคงเป็น เจ้ารีเบล ที่ตั้งตามชื่อนักแสดงสาวสายฮาอย่าง รีเบล วิลสัน ที่มาเล่นหนังเรื่อง  Pain and Gain ของเขา ซึ่งเจ้าหมาตัวนี้ได้มีโอกาสประทับรอยเท้าคู่กับรอยฝ่ามือของเบย์ที่พื้นหน้าโรงหนัง TCL Chinese Theatre ในพิธีเชิดชูเกียรติของเบย์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วย

ส่วนใน The Last Knight นั้น เบย์ก็มอบโอกาสการแสดงหนังครั้งสำคัญให้กับ เจ้าเฟรย่า หมาอังกฤษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเดียวดายที่สุดในโลก เพราะถูกปฏิเสธไม่รับอุปการะและต้องรออยู่ที่สถานสงเคราห์สัตว์ถึง 18,000 ครั้งตลอดช่วง 3 ปี เรียกว่าป๋าเบย์เป็นมนุษย์ที่แคร์หมาสุด ๆ คนหนึ่งในโลกเลยล่ะ  โสดในวัย 52 แต่ควงสาวสวยระดับโลกเพียบนะครับ แม้จะดัง เก่ง รวย รักสัตว์ขนาดไหน แต่ป๋าก็ไม่เคยผ่านพิธีแต่งงานสักครั้งตลอดช่วงอายุ 52 ปี แต่ก็ไม่ใช่หนุ่มแห้งเหี่ยวแน่ ๆ เพราะระดับป๋าเบย์ แกเลือกควงแต่สาวสวยสาวฮอตมากมายแทนครับ เอาแบบที่เปิดเผยก็มีตั้งแต่ เจม เบิร์กแมน นางแบบปกในโอกาสฉลองครบรอบ 45 ปีของนิตยสารเพลย์บอย

คาร่า มิเชลล์ นางแบบปกนิตยสารเพลย์บอยฉบับธันวาคมปี 2000, ลิซา เดอร์แกน นางแบบปกนิตยสารเพลย์บอยฉบับกรกฎาคมปี 1998 และสุดท้าย พาเมลา แอนเดอร์สัน เจ้าแม่สุดเซ็กซี่ที่เคยขึ้นปกเพลย์บอยฉบับกุมภาพันธ์ปี 1990 ก่อนจะดังเป็นพลุแตกแสดงหนังอีกมากมาย นี่ยังไม่รวมดรารา นางแบบ สาวสวยอีกเพียบที่ไม่ปรากฏชื่อ ทั้งข่าวลือข่าวลับเรื่องการควงนางเอกหนังของตัวเองอย่าง เมแกน ฟ็อกซ์ อีกด้วยนะ ป๋าเบย์นี่น่าอิจฉาสุด ๆ จริง ๆ