ดูแล้วบอกต่อ วิจารณ์หนัง The Bodyguard การกลับมาของหงจินเป่า

ดูแล้วบอกต่อ วิจารณ์หนัง The Bodyguard การกลับมาของหงจินเป่า
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

ตัวหนังนั้นบอกเล่าเรื่องราวของชายชราบอดี้การ์ดผู้ร้างราวงการ (หงจินเป่า) เขาลงหลักปักฐานในมุมมืดที่ไม่มีใครรู้จัก ตรงกลางระหว่างจีน รัสเซียและเกาหลีเหนือ ด้วยความทุกข์ทรมานจากอาการแรกเริ่มของภาวะสมองเสื่อม บอดี้การ์ดผู้นี้ก็ได้ผูกมิตรกับเด็กสาว ผู้ซึ่งชีวิตของเธอถูกคุกคาม เมื่อพ่อของเธอ (หลิวเต๋อหัว) ได้หลงเข้าไปพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่น เด็กสาวและพ่อของเธอหายตัวไป เขาก็ต้องปลุกฝีมือที่ลืมเลือนไปแล้วเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนตัวน้อยของเขาให้ได้ 

นอกจากตัวหง จิน เป่าจะแสดงนำด้วยตัวเองแล้ว เขายังรับหน้าที่ในการกำกับภาพยนตร์อีกครั้งหลังจาก 19 ปีก่อน นอกจากนี้เขายังเชื้อเชิญบรรดานักแสดงชื่อดังของฮ่องกงมาปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้เต็มไปหมด 

อย่างไรก็ตามต้องบอกกันตรงนี้ว่า The Bodyguard เป็นหนัง “ดราม่า” หาใช่หนังแอ็คชั่น (อย่าให้ตัวอย่างแบบตีหัวเข้าบ้านทำให้คุณอารมณ์เสีย) เพราะมันพยายามเล่าเรื่องของดิง ฮู ชายชราที่มีปมอดีตฝังใจเรื่องที่เขาไม่สามารถดูแลหลานสาวของลูกตัวเองได้ ยิ่งอาชีพที่เขาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดในการปกป้องดูแลรักษาชีวิตคนอื่น ยิ่งตอกย้ำความผิดพลาดของตัวเอง จนทำให้เขาจมจ่อมอยู่กับความทุกข์นี้อย่างสลัดไม่ออก 

การปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับใครนั้น ยิ่งทำให้ดิง ฮูห่างไกลจากการมีปฏิสัมพันธ์ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเขาก็เอ็นดูลูกสาวของลี (หลิว เต๋อ หัว) เพื่อนบ้านที่ดูปล่อยปะละเลยลูกตัวเองพอควร และการได้ “ดูแล” ลูกสาวของคนอื่นนั้นเหมือนเขาใช้มัน “ชดเชย” ปมในจิตใจของตัวเอง แม้ว่าจะทดแทนกันไม่ได้ แต่เขาก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ปกป้องดูแลเด็กคนนี้ 

หลังจากลีหายตัวไป (หายไปอย่างไรก็กรุณาไปดูในหนังเอาเอง) ความวุ่นวายของบรรดาอันธพาลชาวรัสเซียและคนจีนก็มาเยือนดิง ถึงประตูบ้าน เขาจึงต้องออกโรงในการเอาความสามารถสมัยเป็นบอดีการ์ดกลับมาใช้อีกครั้ง (อันที่เป็นมาของฉากต่อสู้) ซึ่งในบรรดาฉากต่อสู้แบบตัวต่อตัวนี้ หง จิน เป่าก็ออกแบบฉากเหล่านี้ออกมาได้สนุกตื่นเต้นไม่น้อย แม้ว่าฉากเหล่านี้จะมีปริมาณอยู่ในหนังแค่ 2 ฉากเท่านั้นก็ตาม แต่เมื่อประกอบกับเรื่องราวชีวิตของชายชราคนนี้แล้ว ยิ่งขับเน้นให้มันมีเหตุและผลอย่างกลมกล่อม 

ถึงจะไม่ใช่หนังที่ดูบันเทิงมากนัก แต่ก็ต้องกล่าวว่าในฐานะนักแสดง ผู้กำกับ และคนออกแบบคิวบู๊ หง จิน เป่า สามารถเขย่ารายละเอียดที่เขาต้องการนำเสนอได้ดีเลยทีเดียว 

4 คะแนนจาก 5 คะแนน

@พริตตี้ปลาสลิด