วิจารณ์หนัง The Jungle Book การปัดฝุ่น “ดอกไม้สีแดง”

วิจารณ์หนัง The Jungle Book การปัดฝุ่น “ดอกไม้สีแดง”
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

เราเชื่อว่านอกจากบรรดาเทพนิยายของค่ายดิสนีย์แล้ว เรื่องราวของเมาคลีลูกหมาป่านั้นน่าจะเป็นแอนิเมชั่นอีกเรื่องหนึ่งที่คนยุคปัจจุบันเติบโตขึ้นมา (อย่างน้อยคิดว่าสมัยประถมคุณก็คงพอจะเคยได้ยินเพลง “เมาคลีล่าสัตว์ ฆ่าเชียร์คาน” กันมาบ้าง) 

แต่ถ้าใครที่ไม่เคยรู้จักเรื่องราวของ The Jungle Book มาก่อน มันบอกเล่าเรื่องราวของเกี่ยวกับ เมาคลี เด็กน้อยที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยฝูงหมาป่า แต่เมาคลีพบว่าเขาไม่เป็นที่ต้อนรับในป่าอีกต่อไปแล้วเมื่อเสือร้ายเชียร์ คาน ผู้ได้รับแผลเป็นจากน้ำมือมนุษย์ ขู่ว่าจะกำจัดในสิ่งที่เขามองว่าเป็นภัยคุกคาม หลังจากถูกขับไล่จากบ้านเพียงแห่งเดียวที่เขารู้จัก เมาคลีก็ออกเดินทางในการผจญภัยที่น่าอัศจรรย์เพื่อค้นหาตัวเอง ภายใต้การนำทางของเสือดำ ผู้เป็นอาจารย์ผู้เข้มงวดของเขา บากีร่า และบาลู หมีผู้รักอิสระเสรี ระหว่างทาง เมาคลีได้พบกับสิงสาราสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ประสงค์ดีกับเขา รวมถึง คา งูหลาม ผู้ซึ่งเสียงที่เย้ายวนและสายตาสามารถสะกดจิตเขาได้ และคิง ลูอี้ เจ้าคารม ผู้พยายามจะหลอกล่อให้เมาคลีเผยความลับของดอกไม้แดงที่ลึกลับและอันตราย หรือที่เราเรียกกันว่าไฟออกมา 

อันที่จริงแล้วถ้าจะมองกันตามตรง การผจญภัยออกจาก “ป่า” ของเมาคลีนั้น ก็เทียบเท่ากับการเติบโตของเด็กชายที่ต้องเรียนรู้กับการเผชิญหน้ากับอันตราย ที่จะเปลี่ยนแปลงให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นและกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม การรับรู้ความจริงที่ว่าเมาคลีเป็นลูกของมนุษย์ไม่ใช่ลูกหมาป่า ทำให้เมาคลีเข้าใจว่าการ “เปลี่ยนแปลง” นั้นเป็นปัจจัยหนึ่งของชีวิต 

ไม่เพียงเท่านั้นหนังยังใช้แสงแบบอึมครึม มืดและดูเหมือนมีอันตราย หลังจากที่เมาคลีต้องออกจากฝูงหมาป่ามาเผชิญหน้าด้วยตัวเอง นั่นสะท้อนให้คนดูเห็นว่าป่านั้นไม่ได้ปลอดภัยสำหรับมนุษย์หรือสามารถตีความเชิงอุปมาได้ว่าการเอาตัวรอดชีวิตของมนุษย์นั้นเป็นความไม่แน่นอนอย่างหนึ่งของชีวิต 

อย่างไรก็ตามการ The Jungle Book ในเวอร์ชั่นนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางส่วนบ้างและการที่หนังเป็นไลฟ์แอ็คชั่นนั้น ทำให้เราเห็นความสมจริงของเหล่าสรรพสัตว์ ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นพวกมันคือเทคนิคพิเศษที่สร้างขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิคล้วนๆแต่ความสมจริงสมจังของมันแทบจะทำให้เราเข้าใจว่าบรรดาทีมงานไปหาสัตว์เหล่านี้มาจากป่าจริงๆ! 

The Jungle Book เป็นหนังที่เหมาะกับการไปชมในโรงภาพยนตร์และยิ่งเป็นจอใหญ่เท่าไหร่ได้ยิ่งดี เนื่องจากหนังถ่ายทอดความตื่นตาตื่นใจของป่าในระดับเดียวกับตอนที่เราได้เห็นดาวแพนดอร่าในหนังเรื่อง Avatar เลยทีเดียว 

@พริตตี้ปลาสลิด

4 คะแนนจาก 5 คะแนน