วิจารณ์หนัง THE 33 - ต้องรอด!!

วิจารณ์หนัง THE 33 - ต้องรอด!!
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

จากเหตุการณ์จริงในปี 2010 สายตาของคนทั่วโลกจับจ้องไปยังประเทศชิลี คนงานเหมือง 33 คนถูกฝังทั้งเป็นจากการถล่มอย่างรุนแรงของเหมืองทองและทองแดงอายุ 100 ปี อีก 69 วันต่อมา ทีมงานจากนานาประเทศทำงานทั้งวันทั้งคืนด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายใน ขณะที่ครอบครัวและเพื่อนฝูงของคนเหล่านั้นรวมถึงผู้คนนับล้านๆ ทั่วโลกต่างรอคอยและจับตาดูด้วยความกระวนกระวายเพื่อมองหาสัญญาณของความหวังใดๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ลึกลงไป 200 ชั้นใต้ผิวดิน ในสภาพอากาศร้อนอึดอัดและความตึงเครียดที่ทวีขึ้น เสบียงอาหารและเวลากำลังหมดไปอย่างรวดเร็ว

เรื่องราวของความยืดหยุ่นในการรับมือกับสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงตัวเอง และชัยชนะของจิตใจมนุษย์ ได้รับการบอกเล่าในภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งนำเราลึกลงไปสู่ก้นบึ้ง เผยให้เห็นสภาพจิตใจของผู้คนที่ติดอยู่ในเหมือง และฉายภาพความกล้าหาญทั้งของคนงานเหมืองและครอบครัวที่ไม่ยอมล้มเลิกความหวัง

แม้จะถ่ายทอดมาจากเหตุการณ์จริงก็ตามที แต่ตัวผู้กำกับอย่างแพทริเชีย ริกเกน กลับไม่สามารถนำเสนอความ “สมจริง” ในแง่ของความซีเรียสในแง่ของเรื่องราว เพราะดูเหมือนว่าขนาดฉากสิ้นหวังของตัวละครก็ยังดูโลกสวยอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะตัวละครเอกของเรื่องอย่าง มาริโอ้ (แอนโตนิโร แบนเดอราส) พร้อมกับประโยคที่ดูผิดที่ผิดทางที่สุดประโยคหนึ่งของโลกภาพยนตร์ “ดูนั่นสิ นั่นคือหัวใจของขุนเขา มันพังลงมาแล้ว” คือคำพูดแรกที่คนรอดตายจากเหมืองหินถล่ม สามารถคิดและประดิษฐ์ประโยคที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นวรรคทองโดยเฉพาะ 

ตัวละครในหนัง เข้าใจว่าต้องเลือกบุคคลที่ชีวิตจริงของพวกเขาต้องมีอะไรหยิบเอามาเล่าแล้วจะน่าสนใจ ดังนั้นวิธีการเลือกตัวละคร (จากเรื่องจริง) จึงมีทั้งการหยิบเอาตัวละครอย่าง ดาริโอ เซโกเวีย(ฮวน ปาโบล ราบา) มานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ เพราะเขามีปัญหาไม่ยอมพูดคุยกับพี่สาวของตนอย่าง มาเรีย เซโกเวีย (จูเลียต บิโนช) แต่มาเรียได้กลายเป็นกระบอกเสียงคนสำคัญให้บรรดาครอบครัวของผู้ประสบภัยเพื่อให้ทางภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือดูแล เพราะทางเอกชนเจ้าของเหมืองตั้งใจจะปัดความรับผิดชอบ 

ประเด็นของคาแรกเตอร์ที่ดูจับต้องพอเป็นประเด็นได้ก็เห็นจะมีแต่คู่ที่กล่าวไปข้างต้นเท่านั้น เพราะคนอื่นๆ อย่างตัวละครที่มีเมียน้อยก็ใส่เข้ามาเพื่อเพิ่มความตลกอยู่แค่ประเด็นซ้ำๆ และหนังก็ขยี้มุกเมียน้อยจนเฝือและกลายเป็นความน่ารำคาญในที่สุด ยังไม่รวมไปถึงตัวละครบ้าเอลวิส หรือตัวละครอื่นๆที่พอดูหนังจบออกมาแล้วก็จำไม่ได้อยู่ดีว่าเขามีส่วนสำคัญต่อเรื่องอย่างไรบ้าง

จริงๆหนัง The 33 ค่อนข้างตั้งใจจะเป็นหนังที่ให้ความหวังกับคนดูว่า เอาเถิดจงอย่างหมดหวัง เพราะท้ายที่สุดปาฏิหาริย์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังก็คือพวกเขารอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์จริงๆ และทุกอย่างในหนังก็ดูจะหาทางออกให้กับทุกอย่างได้ง่ายดายแบบปาฏิหาริย์ไปหมดเช่นกัน จนคนดูแทบจะไม่ต้องลุ้นอะไรนอกจากรอให้หนังเดินทางมาสู่ฉากสุดท้ายที่ตัวละครสามารถได้รับการช่วยเหลือจนครบ 33 คน และคนดูอย่างเราจะได้กลับบ้านนอนซะที (นี่แหละปาฏิหาริย์ของจริง) 

@พริตตี้ปลาสลิด

2 คะแนนจาก 5 คะแนน