วิจารณ์หนัง SPECTRE ครึ่งแรกครึ่งหลังหนังคนละม้วน

วิจารณ์หนัง SPECTRE ครึ่งแรกครึ่งหลังหนังคนละม้วน
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังแฟรนชายส์ภาคต่อของสายลับ 007 แล้วนี่แทบจะเป็นหนังที่คนทั้งโลกตั้งหน้าตั้งตาคอยเลยก็ว่าได้ หลังจากที่ตัวหนังภาคก่อนอย่าง SKYFALL นั้นทำมาตรฐานของหนังชุดนี้เอาไว้ดิบดีสูงลิ่วเพราะนอกจากจะกวาดคำชมอย่างพร้อมเพรียงในแง่ของการคาราวะเรื่องราวอันเป็นตำนานของเจมส์ บอนด์ แถมยังเป็นการ “เปลี่ยนผ่าน” เรื่องราวจากอดีตถึงปัจจุบันได้อย่างคมคาย

อย่างไรก็ตามมาตรฐานที่ทำไวสูงย่อมประสบปัญหาเมื่อภาคถัดมาไม่สามารถเทียบชั้นกับภาคก่อนได้ SPECCTRE ประสบปัญหาดังกล่าวเข้าอย่างจัง ทั้งที่มันกำกับโดย “แซม เมนเดส” ผู้กำกับภาคเดียวกับ SKYFALL 

สิ่งที่ทำให้หนังภาคนี้ประสบปัญหา “ไม่สุด” สักทาง น่าจะสืบเนื่องมาจากตัวหนังในภาคนี้มีความพยายามที่จะปรับรูปโฉมหรือพยายามส่งต่อไม้ให้กับนักแสดงคนต่อไปที่น่าจะ “เด็ก” กว่าแดเนียล เคร๊ก ซึ่งเป็นเจมส์ บอนด์ที่น่าจะเรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์ของความนิ่ง เรียบ และไม่ได้รุ่มรวยอารมณ์ขันแบบบอนด์คนอื่นๆ ความพยายามในหนังภาค SPECTRE ทำให้เราเห็นเลยว่าตัวหนังมีความพยายามปรับโฉมของหนังชุดนี้โดยการทำให้บอนด์มีสไตล์คล้ายคลึงกับบอนด์ในยุคโรเจอร์ มัวร์หรือเพียร์ซ บรอสแนน นั่นคือลดความขึงขัง ซีเรียสจริงจังลง แต่เพิ่มความเว่อร์ เหนือจริงและแฟนตาซีมากขึ้น

ตัวอย่างก็คือบรรดาฉากแอ็คชั่นไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลคนตายตอนต้นเรื่องที่วินาศสันตะโรระเบิดตึกแบบไม่มีความจำเป็น ฉากต่อสู้บนเฮลิคอปเตอร์ก็ดูโม้สะบั้นหั่นแหลก (ผิดฟอร์มกับภาคก่อนๆของแดเนียล เคร๊ก ไม่ว่าจะเป็น Casino Royale หรือ SkyFall ที่ฉากแอ็คชั่นจะดูจริงจังกว่า บอนด์ดูเปราะบางกว่า) หรือกระทั่งฉากระเบิดฐานทัพกลางทะทรายที่ดู “ตั้งใจ” ฉายฉากระเบิดแบบไม่มีความจำเป็นเลย (แต่ถ้าใครดูหนังบอนด์ในยุคโรเจอร์ มัวร์หรือเพียร์ซ บรอสแนนคงจะเข้าใจว่าฉากระเบิดใหญ่ๆแบบนี้มักปรากฏให้เห็นเป็นภาคบังคับ)

หนังในภาค SPECTRE ยังพยายามหยิบองค์กรคู่แค้นอย่าง “สเปคเตอร์” เอากลับมาใช้แบบที่เรียกได้ว่าไม่ค่อยสมราคาคุยสักเท่าไหร่ เพราะองค์กรนี้ในภาคก่อนๆเรียกได้ว่าแทบจะเป็นองค์กรที่อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายทั่วโลกเลยก็ว่าได้ แต่การที่หนังได้นักแสดงอย่างคริสตอฟ วอลท์มารับบท โอเบอร์เฮาส์เซอร์ ก็ไม่ได้ช่วยทำให้เขาดูเป็น “วายร้าย” ที่น่าจดจำสักเท่าไหร่ เพราะตัวละครของเขาดูพล่ามมากเกินไป แถมตัวบทภาพยนตร์ก็ไม่ได้ส่งให้ตัวละครนี้กลายเป็นวายร้ายที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นขึ้นมาเลย (อันที่จริงมันมีจุดสำคัญที่อาจจะทำให้ “แฟนหนัง 007” เชื่อมโยงไปถึงโบลเฟลด์วายร้ายหัวหน้าองค์กรสเปคเตอร์ได้ แต่อยากให้ไปดูกันเองในหนัง ซึ่งเอาเข้าจริงตัวหนังก็ทำได้ไม่ดีนักในจุดนี้) 

อย่างไรก็ตามแฟนๆขาจรก็อาจจะดูเอาความบันเทิง ซึ่งเอาเข้าจริง 007 ภาคนี้ก็บันเทิงน้อยกว่าที่คิด ส่วนของการกำกับก็ดูห้วนๆไม่ค่อยปะติดปะต่อกันสักเท่าไหร่ การใช้ประโยชน์จากนักแสดงก็ไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าที่ควร (เพราะบทหนังไม่ค่อยส่งเสริมให้ตัวละครมีแง่มุมที่น่าสนใจนัก เหมือนพูดคนละนิดคนละหน่อย) โดยรวมคือดูสนุกแต่น่าผิดหวังสำหรับแฟนเจมส์ บอนด์ 

2.5 คะแนนจาก 5 คะแนน

@พริตตี้ปลาสลิด