วิจารณ์หนัง "เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ" ฮาหนักแต่ดราม่าไม่หนัก

วิจารณ์หนัง "เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ" ฮาหนักแต่ดราม่าไม่หนัก
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

บรรดาแฟนหนัง GTH คงจะคอตกกันไปไม่น้อยหลังจากที่เดือนก่อน "ฟรีแลนซ์ฯ" ฮุคหมัดหนักใส่คนดู เราไม่ได้หมายความว่าฟรีแลนซ์เป็นหนังที่ไม่ดี อันที่จริงมันมีองค์ประกอบของหนังรางวัลหลายอย่างแค่มันไม่ได้ “โครมคราม” ไม่ได้พูดทุกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ป้อนทุกอย่างใส่คนดูหมดแบบหนัง “ฟิลกู๊ด” ตามยี่ห้อ GTH

ดังนั้นไม่แปลกใจเลยที่ตัวหนังจะทำรายได้ไม่ได้เกิน 100 ล้าน (แต่ที่มาไกลถึง 80 ล้านก็ถือว่าหนังทำกำไรให้ค่ายหนังไม่น้อยเช่นกัน) แต่ในขณะเดียวกันหนังอย่าง "เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ" ที่หน้าหนังดูเป็นหนังเกือบจะบ้าๆบอๆด้วยซ้ำไป แต่เมื่อพะยี่ห้อ GTH และได้นักแสดงวัยทีนอย่าง ปันปัน-ต่อ-แบงค์ (ที่ต่างก็โด่งดังมาจากซีรีส์ฮอร์โมน) มาช่วยดึงกลุ่มเป้าหมายมาดูหนังเรื่องนี้ได้อีกแรง 

ตัวหนังเล่าเรื่องของ ป๋อง (แบงค์-ธิติ) เป็นนักเรียนชั้นม.5 ที่มีทฤษฎีที่ว่าโรงเรียนไหนก็มีชนชั้นส่วนเขาเป็นพวกไร้ตัวตนที่แอบชอบมิ้ง (ฟรัง-นรีกุล) สาวห้องคิงที่กำลังจะเป็นประธานกีฬาสีคนต่อไป เช่นเดียวกับ เมย์ไหน (ปันปัน-สุทัตตา) เธอเลือกจะไม่เข้าสังคมเพราะเธอมีความลับที่ว่าเมื่อไหร่ที่เธอตื่นเต้นมากร่างกายของเธอจะปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาเหมือนกับปลาไหล 

เมย์ไหนตกหลุมรักพี่เฟม (ต่อ-ธนภพ) รุ่นพี่ม.6 ที่ทั้งเป็นประธานสีและนักกีฬาโรงเรียนสุดหล่อ ทุกครั้งที่เธอเข้าใกล้พี่เฟมเธอเลยเผลอปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาทุกทีแต่แล้วเมย์ไหนดันเกิดไปช็อตป๋อง จนป๋องรู้ทั้งความลับและความรักของเธอเข้า ป๋องสัญญาจะเก็บรักษาความลับของเมย์ไหนไว้ แลกกับการที่เมย์ไหนต้องร่วมมือกับเขาเพื่อช่วยกันเอาชนะใจทั้งมิ้งและพี่เฟมให้ได้

หนังปูโทนของมาด้วยสไตล์แบบการ์ตูนญี่ปุ่นตัวละครตาโต มีมุกตลกแบบเจ็บตัว โครมครามและเล่นใหญ่แฟนตาซีมาก แต่จุดนี้ไม่ใช่ข้อด้อยของหนัง อันที่จริงมันคือส่วนที่ “ดีที่สุด” ของเมย์ไหน....ไฟแรงเฟร่อ เลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นการหยิบช่วงเวลาของการแข่งขันกีฬาสีเข้ามาเป็นฉากหลังของหนังยิ่งทำให้เราเห็นระบบชนชั้นในโรงเรียนได้น่าสนใจไม่น้อย 

แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายอย่างบรรดาเด็กมัธยมคงจะอินกับเรื่องราวแบบนี้ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับบรรดาเด็กมหาวิทยาลัยหรือมนุษย์เงินเดือนที่ผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้ว คงพอจะนึกกลิ่นอายเช่นนั้นได้ ดังนั้นไม่ว่าคนดูจะเป็นใครก็ตาม “ภาพจำ” ของผู้ชมก็อาจจะเป็นคาแรกเตอร์ใดคาแรกเตอร์หนึ่งที่หนังจำลองเอามาไว้ในหนังไม่ว่าจะเป็น พวกไร้ตัวตน, นักกีฬา, พวกหน้าตาดี, เนิร์ด, พวกนักเลง หรือคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร นี่เองเป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนดู “จูนติดกับหนังได้ตั้งแต่แรก” 

ที่โดดเด่นไม่แพ้มุกตลกก็คือการที่หนังหยิบเอา “แอนิเมชั่น” มาใช้บอกเล่าหนังสือการ์ตูนที่ป๋องเป็นคนเขียน ซึ่งยิ่งตอกย้ำสไตล์ของหนังให้เด่นชัดขึ้นไปอีก และการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูนก็เรียกได้ว่าทำออกมาสวย ให้สีสดใสและน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว 

แต่ใช่ว่าเมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อจะปราศจากข้อเสียเลย อันที่จริงหนังเริ่มเสียศูนย์พอสมควรในการเริ่มปรับโทนหนังจากการเล่นมุกตลกโปกฮา เข้าสู่ช่วงเวลาโรแมนติกของตัวเอก หนังเริ่มลังเลในตัวเองว่าควรจะจบแบบไหนดี เหมือนตัวผู้กำกับอย่าง “ชยนพ บุญประกอบ” ที่แม่นยำมากในการคุมโทนตอนเป็นหนังตลก แต่พอเข้าช่วงเวลาที่ตัวละครต้องตัดสินใจ ทั้งตัวละครของเมย์ไหนหรือป๋องเองก็ดูจะโลเลและเหมือนพวกเขาไม่มั่นใจอะไรเลย (หรือจริงๆเป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการสะท้อนความไม่มั่นใจของวัยรุ่นก็เป็นได้)

[SPOIL ALERT]

 ดังนั้นเมื่อทุกอย่างถูกสรุปในช่วงไคลแมกซ์แล้ว เราเลยอดรู้สึกไม่ได้ว่าหนังเลือกจบแบบนี้เพื่อตอบโจทย์ความ “ฟิลกู๊ด” ตามสไตล์ค่าย GTH ซึ่งเรามองว่าเป็นจุดที่น่าเสียดายที่ทำให้หนังไม่สามารถตอกย้ำประเด็นเรื่อง “ชนชั้นในโรงเรียน” ได้อย่างสัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร 

[SPOIL ALERT]

เหนืออื่นใดเมย์ไหน....ไฟแรงเฟร่อเป็นหนังที่บันเทิงเรื่องหนึ่งของปี จัดเป็นหนังไทยที่ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาน่าจะอยู่ในกลุ่ม “หัวแถว” หลังจากที่หนังไทยหลายๆเรื่องในปีนี้เรียกได้ว่าคุณภาพ “วิกฤต” จนน่าเป็นห่วง แต่อย่างไรก็ตามเอาเข้าจริงแล้ว เมย์ไหน....ไฟแรงเฟร่อ ก็เหมือนเป็นร่างอวตารของ “ไอฟายแตงค์กิ้วเลิฟยู” ในเวอร์ชั่นเด็กมัธยมอยู่กลายๆ ทั้งโทนหนังและสไตล์ของมันเอง 

@พริตตี้ปลาสลิด

3.5 คะแนนจาก 5 คะแนน 


ติดตามSanook! Movie

เช็ครอบหนัง โปรแกรมหนัง หนังใหม่ ดูหนัง ตัวอย่างหนังใหม่