วิจารณ์หนัง SELF/LESS ร่างกายอันเป็นสรณะ

วิจารณ์หนัง SELF/LESS ร่างกายอันเป็นสรณะ
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Self/Less นั้นจัดได้ว่ามีความน่าสนใจมาก เพราะมันหยิบประเด็นเรื่องการลอกคราบ หรือการถ่ายโอนจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งย้ายจากร่างที่กำลังผุพังสูญสลายวายชนม์ไปสู่ร่างกายที่หนุ่มกว่า เยาว์วัยกว่า เพียงแต่มีข้อแม้ว่าหลังจากที่ย้ายจิตมายังร่างใหม่แล้วเจ้าของร่างจะต้องทานยาเพื่อรักษาให้สภาพร่างกายอยู่ในภาวะปกติอย่างตรงเวลา 

แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้จะต้องใช้เงินค่าใช้จ่ายสูงมาก ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องราวของเดเมียน เฮล (เบน คิงส์ลีย์) มหาเศรษฐีนักอุตสาหกรรม เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในโลกของเขาเขาชำนาญด้านการสั่งการจากฐานปฏิบัติการในนิวยอร์ก ซิตี้ของเขาด้วยความที่เขาห่างเหินจากแคลร์ (มิเชลล์ ด็อคเคอรี) ลูกสาวนักเคลื่อนไหวของเขา ความสัมพันธ์แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของเดเมียนคือความสัมพันธ์กับเพื่อนรักผู้เป็นมือขวาคนสนิทของเขา มาร์ติน โอ’นีล (วิคเตอร์ การ์เบอร์) แต่การได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเขาเป็นมะเร็งขั้นร้ายแรงทำให้เดเมียนตั้งใจที่จะใช้กระบวนการทางการแพทย์แบบใหม่ “การลอกคราบ” ที่จะย้อนเวลาให้กับเขา

ข้อเสนอนี้ถูกหยิบยื่นให้กับเดเมียนโดยอัลไบรท์ (แมทธิว กู๊) หัวหน้าผู้ชาญฉลาดขององค์กรลับที่คอยตอบสนองความปรารถนาของมหาเศรษฐี เดเมียนคว้าโอกาสนี้ไว้ และก็มีการจัดฉากการเสียชีวิตของเขาขึ้นมา บัดนี้ ทั้งโลกคิดว่าเขาจากไปแล้ว แต่จริงๆ แล้ว เขากำลัง “ลอกคราบ” สติสัมปชัญญะของเขาถูกเคลื่อนย้ายเข้าไปอยู่ในร่างของชายหนุ่มสุขภาพดี (ไรอัน เรย์โนลด์ส) ที่มีอายุน้อยกว่าเขาหลายสิบปี การผ่าตัดถูกมองว่าประสบความสำเร็จ

เดเมียน ที่กำลังปรับตัวให้เข้ากับร่างกายใหม่และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในนิวออร์ลีนส์ ได้ผูกมิตรกับคนในท้องถิ่นนั้น แอนตัน (ดีเร็ค ลุค) เดเมียน ที่รักษาสุขภาพที่กลับมาแข็งแรงและปรนเปรอตัวเองอย่างมีความสุข เริ่มสุขสบายกับชีวิตใหม่ในฐานะ “เอ็ดเวิร์ด” แต่ภาพที่คอยผุดขึ้นมารบกวนจิตใจเขาไม่สามารถใช้เหตุผลง่ายๆ ที่อัลไบรท์บอกว่าความเป็นอมตะมีผลข้างเคียงบางอย่างมาอธิบายได้ แต่ภาพที่ผุดขึ้นมาเหล่านั้นชักนำให้เดเมียนเดินทางไปยังต้นตอของภาพและค้นพบความจริงที่ว่าร่างเดิมของเขานั้นมีความสัมพันธ์กับแมดเดอลิน(นาตาลี มาร์ติเนซ) แม่ม่ายลูกติด และเมื่อเขายิ่งเดินทางเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นแค่ไหน อันตรายก็ถามหาเขามากขึ้นเท่านั้น 

น่าเสียดายตรงที่ว่าหลังจากหนังเดินทางมาสู่ช่วงเวลาตามล่าหาความจริงของตัวเอก หนังเลือกจะสลัดประเด็นหนังไซไฟออกจนหมดแล้วผันตัวเองเป็นหนังแอ็คชั่นโครมครามระเบิดบ้านเผารถกันแทน ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้หนังละเลยการ “สำรวจตัวละคร” แบบที่หนังควรจะเป็นไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเหมือนกับยากดความทรงจำของร่างเดิมนั้นตัวละครเดเมียนก็ทราบความเป็นจริงแล้วว่ายาที่เขาทานนั้นมีไว้เพื่อสลายจิตใจเดิมของเจ้าของร่าง เพื่อที่จิตใจใหม่จะได้ยึดครองร่างนี้ไป 

แน่นอนว่าเมื่อมันเป็นหนังแนวที่ตัวละครเอกของเรื่องจะต้องเป็น “คนดี” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดอเมริกันฮีโร่ ทำให้ตัวละครนี้ดูมีความลักลั่นกับนักธุรกิจที่ยอมจ่ายเงินแพงๆเพื่อยื้อสังขารของตัวเองไว้และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองโกงความตายได้ ซึ่งนักธุรกิจแนวหน้าระดับเดเมียนแล้ว ฉากที่เขาหักหน้า “นักธุรกิจ” หน้าใหม่ไฟแรงตอนต้นเรื่อง ยิ่งทำให้เห็นว่าเขาร้ายกาจพอที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนไว้แค่ไหน 

ดังนั้นเมื่อหนังเลือกจะละเลยหรือไม่ใส่ใจมิติของตัวละครแล้ว การเปลี่ยนโหมดของหนังให้กลายมาเป็นหนังแอ็คชั่นเราก็ควรจะละทิ้งตรรกะทั้งหมดแล้วพยายามบันเทิงไปกับมัน แม้ว่าท้ายที่สุดเราจะเดาได้ไม่ยากด้วยซ้ำไปว่าหนังจะจบลงในทิศทางไหน 

พูดได้แค่ว่ามันเป็นหนังที่เกริ่นแบบไฮคอนเซปแต่จบแบบท่าดีทีเหลวเอาซะเหลือเกิน 

@พริตตี้ปลาสลิด

2.5 คะแนนจาก 5 คะแนน