วิจารณ์หนัง The Transporter Refueled ยกเครื่องใหม่แต่ไม่ไฉไลเท่าที่ควร

วิจารณ์หนัง The Transporter Refueled ยกเครื่องใหม่แต่ไม่ไฉไลเท่าที่ควร
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

การตัดสินใจยกเครื่องเรื่องราวใหม่ของภาพยนตร์เรื่องใดสักเรื่อง แน่นอนมันต้องมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเปรียบเทียบ ยิ่งไปกว่านั้นภาพยนตร์เรื่องใดก็ตามที่มีจุดเด่นตรง “ทักษะการแสดง” ของนักแสดงคนเก่า ย่อมไม่วายกลายเป็นประเด็นสำคัญในการถูกนำมาเปรียบเทียบ สำหรับกรณีของหนัง The Transporter นั้นในตัวหนังเวอร์ชั่นดั้งเดิมบทของนักส่งของอย่างแฟรงค์ มาร์ตินนั้นคือ เจสัน สเตแธม และการรับของเขาครั้งนั้นกลายเป็นบทที่ส่งให้เจสันกลายเป็นแอ็คชั่นสตาร์ระดับโลก มีงานหนังในแนวทางเดียวกันอย่างต่อเนื่องมาร่วมสิบปี

สำหรับการจะ “ยกเครื่องใหม่” ผู้ที่มารับบทแฟรงค์ มาร์ตินอย่าง เอ็ด สไครน์ที่มีผลงานในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Throne นั้น เรียกได้ว่าเขาเป็นแฟรงค์ในเวอร์ชั่นที่เคร่งขรึมน้อยกว่า และยิ่งการที่หนังใส่ตัวละครพ่อ (เรย์ สตีเวนสัน) เข้ามาเพื่อเป็นจุดขับเคลื่อนพฤติกรรมและการกระทำของแฟรงค์ในหนังภาคนี้จึงเป็นเสมือนการเพิ่มมิติให้กับตัวละครแฟรงค์มีความห่วงใยครอบครัวมากกว่าในงานไตรภาคต้นฉบับ 

อย่างไรก็ตามสำหรับ The Transporter Refueled นั้นมีพล็อตที่ว่าด้วยการส่งสินค้าทุกประเภทด้วยรถออดี้สีดำคันงาม โดยตัวแฟรงค์นั้นยึดถือกฎ 3 ข้อที่ว่า ห้ามบอกชื่อ ห้ามตั้งคำถาม ห้ามเจรจาซ้ำ จึงทำให้เขาเป็นสุดยอดฝีมือของวงการ  แต่แล้วเมื่องานล่าสุดที่เขาไปรับงานมาจากสาวสวยลึกลับ ทำให้พ่อของเขาตกอยู่ในอันตราย เมื่อแผนการของสาวลึกลับคือการกระตุกหนวดมาเฟียชาวรัสเซียที่คุมซ่องโจรและโสเภณีในฝรั่งเศสมาอย่างยาวนานให้ต้องมีอันสั่นสะเทือน ชีวิตของแฟรงค์และพ่อของเขาก็ตกอยู่ในอันตราย 

แม้หนังพยายามจะปูพื้นฐานของตัวละครแฟรงค์ด้วยการที่เขาต้องผ่านชีวิตทหารมาก่อนทำให้วันหนึ่งเขาผันตัวเองมาทำงานที่เสียงชีวิตเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตามความเป็นเหตุเป็นผลของหนังก็ดูย่อหย่อนไปไม่น้อย เช่นเดียวกับการที่ตัวละครโสเภณีแอนนา (โลน ชาบาโนล) นางเอกของเรื่อที่โดนจับมาค้าประเวณีร่วม 15 ปี แต่หน้ายังสวยเด้งราวกับนางแบบรันเวย์ไม่ผุไม่กร่อนแถมยังวางแผนลึกลับซับซ้อนในการกระตุกหนวดเจ้าพ่อ เราก็ยังอดเชื่อไม่ได้อยู่ดีว่า 15 ปีที่เธอ “ทน” ถูกกระทำย่ำยีนั้นเธอน่าจะหนีรอดไปง่ายๆตั้งนานแล้ว 

อย่างไรก็ตามถ้าเราสลัดตรรกะที่น่าจะเป็นออกไปแล้ว เราจะพบว่าหนังภาคนี้ก็มีความบันเทิงในตัวเองไม่น้อยโดยเฉพาะฉากแอ็คชั่นที่ดูลื่นไหล แต่ “ต่างสไตล์” กับในเวอร์ชั่นต้นฉบับที่ลดความรุนแรงของฉากต่อสู้แบบดิบๆลง แต่ใช้วิธีการต่อสู้แบบมือเปล่ามากขึ้น ดังเช่นที่หนังเลือกจะใช้ฉากต่อสู้ตอนไคลแมกซ์ด้วยวิธีการแบบหนังแอ็คชั่นโบราณ นั่นคือพระเอก-ตัวร้ายต่อสู้กันแบบตัวต่อตัว 

ในภาพรวมของหนังอาจจะถูกมองว่า “สนุก” ไม่เท่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ แต่ในแง่ของความ “ต่าง” แล้วในเวอร์ชั่นนี้ก็มีความเป็นตัวของตัวเองสนุกและไม่ซ้ำรูปแบบกับเวอร์ชั่นเดิม เพียงแต่ “ออร่า” ของแฟรงค์ มาร์ตินคนใหม่อาจจะดูหมองไปกว่าเจสันก็เท่านั้นเอง 

@พริตตี้ปลาสลิด

2.5 จาก 5 คะแนน