วิจารณ์หนัง It Follows ความสยองที่มุมภาพ

วิจารณ์หนัง It Follows ความสยองที่มุมภาพ
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

ถ้าความสยองในหนังอย่าง Insidious คือการปลุกเร้าผู้ชมด้วยการใช้เสียงเป็น “ตัวกระตุ้น” หนังอย่าง It Follows กลับเลือกใช้วิธีการเร้าความน่าสะพรึงกลัวของผู้ชมด้วยการสร้างบรรยากาศสุดอึมครึมและดูมีความไม่น่าไว้วางใจ และไม่เน้นสร้างความ “ตกใจ” ให้ผู้ชม แต่หมัดเด็ดของหนังเรื่องนี้คือการทำให้คนดูหวาดระแวงตลอดทั้งเรื่องได้อย่างสัมฤทธิ์ผล

พล็อตเรื่องในหนังของ It follows นั้น บอกเล่าเรื่องราวของเด็กสาววัยรุ่นอย่าง เจย์ (ไมก้า มอนโร) เธอตกหลุมรักหนุ่มแปลกหน้าอย่างฮิวจ์ (เจค แวรี่) เขาเป็นหนุ่มหล่อมากเสน่ห์จนทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งในคืนหนึ่ง แล้วค่ำคืนแห่งความสุขสมและแสนหวานอย่างที่หญิงคนหนึ่งจะพึงระลึกได้ก็กลายเป็นความสยอง เมื่อหลังจากทั้งคู่มีอะไรกัน เจย์ตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองถูกจับมัดตรึงกับเก้าอี้ เธอกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งลึกลับบางอย่างซึ่งบอกกับเจย์ว่ามันจะติดตามเธอไปทุกที่  แม้เธอถูกปล่อยตัวออกมาได้ มันก็จะหลอกหลอนเธอไม่ว่าเธอจะอยู่ไหน และมันจะเอาชีวิตเธอได้ทุกเวลา หนทางเดียวที่เธอจะสลัด “มัน” ให้ไกลออกไปจากตัวเองได้ก็คือการที่เธอต้องไปมีเซกส์กับใครก็ได้เพื่อส่งผ่าน “มัน” ให้กับคนอื่น

องค์ประกอบทางภาพยนตร์ที่สร้างความ “น่ากลัว” ให้กับหนังเรื่องนี้ประการแรก ก็คือการเลือกใช้ดนตรีประกอบแบบเสียงซินเทไนเซอร์ ซึ่งเป็นดนตรีประกอบที่หนังสยองขวัญในยุค 70-80 นิยมใช้สร้างความไม่ชอบมาพากลของฉากนั้นๆ

องค์ประกอบประการที่สองคือการใช้ขนาดภาพในการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยสเกลภาพแบบอัตราส่วน 2.35:1 ซึ่งเรียกกันว่า Anamorphic Scope ซึ่งเป็นขนาดภาพสำหรับภาพยนตร์ซึ่งเพิ่ม “พื้นที่” ด้านความยาวออกของภาพ และจุดนี้เองที่หนังเล่นกับ “ความเวิ้งว้าง” รอบตัวของนางเอกยามที่เธอต้องอยู่ตัวคนเดียวในที่โล่งแจ้ง อาทิสวนสาธารณะยามวิกาล, ชายหาด, ตึกร้าง หรือในทะเลที่ “แผ่” ภาพออกไปดูไม่มีจุดสิ้นสุด และสร้างความไม่น่าไว้วางใจให้กับผู้ชมคิดจินตนาการไปต่างๆนาๆว่า “มัน” จะปรากฏตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ และในรูปแบบร่างอะไร

ในฉากหนึ่งที่น่าจดจำไม่แพ้กันคือฉากที่นางเอกกำลังนอนอาบแดดอยู่ริมทะเล ระหว่างนั้นที่มุมภาพก็เหมือนจะมี “ใครสักคน” เดินเข้ามาในเฟรมภาพ จากนั้นหนังก็เปลี่ยนมุมกล้อง ผมนางเอกของเรื่องถูกดึงขึ้นฟ้า ท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนๆ จนพวกเขาแตกตื่นและพบว่า “มัน” ที่นางเอกของเรื่องพูดถึงนั้นมีตัวตนอยู่จริง เพียงแต่คนที่สามารถ “เห็น” รูปร่างของมันได้นั้นมีเพียงนางเอกของเรื่องเท่านั้น

ประเด็นแยบคายที่อ้างอิงถึง “มัน” นั้นไม่เพียงแต่จะพูดแค่เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่มันยังขยายไปถึง “ความไร้เดียงสา” ของมนุษย์อันหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตนไม่รู้และไม่สามารถหาทางออกให้กับชีวิตได้ ความกระเสือกกระสนในการมี “เพศสัมพันธ์” ก็เหมือนการ “ระบาย” ออกในสิ่งที่ตนไม่สามารถปลดปล่อยหรือระบายออกมาได้ทางคำพูดนั่นเอง

แต่อย่างที่เราได้เห็นกันในหนังก็คือถ้าหากการส่งผ่าน มัน ไปสู่ผู้รับคนอื่น หากเขา/เธอ ไม่ส่งผ่าน “มัน” ไปสู่คนต่อๆไป มันก็ยังจะคงเวียนวนกลับมา “ทำร้าย” ตัวคนก่อนหน้าเช่นเดิม นั่นหมายความว่าท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะส่งผ่าน “มัน” หรือไม่ “มัน” จะยังจะคงอยู่ ติดตาม และมีโอกาสหวนกลับมา “ฆ่า” ได้ทุกเมื่อ

@พริตตี้ปลาสลิด

4.5 คะแนนจาก 5 คะแนน