เปิดตำนาน! ย้อนรอย Jurassic PARK

เปิดตำนาน! ย้อนรอย Jurassic PARK
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

Jurassic Park เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก โดยเขาดัดแปลงมาจากนวนิยายของ ไมเคิล ไครซ์ตัน ซึ่งเป็นนวนิยายเล่มที่ 17 ของเขา ตัวหนังได้รับการขายสิทธิ์ในเดือนพฤษภาคมปี 1990 ด้วยการเปิดราคา 1.5 ล้านดอลลาร์

หลังจากนั้น 3 วันให้หลังบรรดาสตูดิโอยักษ์ใหญ่หลายเจ้าก็ยื่นข้อเสนออาทิ วอร์เนอร์ บราเทอร์กับการเสนอทิม เบอร์ตันกำกับ โคลัมเบียร์, ทเวนตี้เซนจูรี่ฟอกซ์ และค่ายยูนิเวอร์แซลกับสปีลเบิร์ก และแน่นอว่ายูนิเวอร์แซลพร้อมกับตัวผู้กำกับทำให้ไครซ์ตันไม่อาจจะปฏิเสธ เพราะเขาคิดว่า “สปีลเบิร์กเก่งเรื่องการควบคุมเทคโนโลยี มากกว่าจะปล่อยให้งานซีจีมาคุมเขา” 

ไดโนเสาร์ไฮไลท์ประจำหนังภาคแรกก็คือเจ้าทีเรกซ์ คุณน่าจะยังพอจดจำกับฉากที่ทีเร็กซ์วิ่งไล่ตามรถกันได้ แต่ความยากและท้าทายกว่าคือการเนรมิตบรรดาไดโนเสาร์ขึ้นมาด้วยการทำการบ้านด้วยการค้นคว้าอย่างหนักเพื่ออ้างอิงทฤษฎีที่มีอยู่จริง ก่อนจะออกแบบมาเป็นหุ่นที่สามารถเคลื่อนไหวได้ และสปีลเบิร์กก็ได้ใช้บริการบริษัท Industrial Light and Magic (ILM) ของจอร์จ ลูคัสที่มีความเชี่ยวชาญในการทำสเปเชียลเอฟเฟคในการสร้างไดโนเสาร์ทั้งตัวขึ้นมา

เมื่อ Jurassic Park เข้าฉายในอเมริกาวันที่ 10 มิถุนายน 1993 มันกลายเป็นปรากฏการณ์บนบ๊อกซ์ออฟฟิศ เมื่อหนังโกยเงินไปถึง 82 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะปิดรายรับจากทั่วโลกไปถึง 913 ล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลก่อนการมาถึงของหนังเจมส์ คาเมรอนอย่าง TITANIC 

จากความสำเร็จของบรรดาไดโนเสาร์ในสวนสนุก เมื่อตัวละครในภาคแรกหนีรอดชีวิตออกจากเกาะไปได้ ยูนิเวอร์แซลจึงตัดสินใจทำหนังภาคต่อออกมาในชื่อ The Lost World โดยหนังออกฉายในปี 1997 สามารถทำสถิติที่โลกต้องจารึกไว้อาทิเปิดตัวสูงสุดตลอดกาลด้วยรายได้ 72 ล้านดอลลาร์ เป็นหนังที่ทำเงิน “ร้อยล้าน” ด้วยเวลาเพียง 6 วัน แต่สุดท้ายหนังกลับทำรายได้จากทั่วโลกไปเพียง 620 ล้านดอลลาร์เท่านั้นเอง

ในปี 2001 Jurassic Park 3 ก็เข้าฉายในโรภาพยนตร์เล่าเรื่องการเดินทางของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไปตามหาเด็กที่เครื่องบินตกในเกาะไอส์ลา ซอร์นา ซึ่งบรรดาตัวละครก็หนีกันอย่างหัวซุกหัวซุนตามเคย แต่หนังภาคนี้เสียงวิจารณ์ไม่ค่อยน่าพอใจแถมรายได้จากทั่วโลกยังทำเงินไปแค่เพียง 187 ล้านเหรียญเท่านั้น