วิจารณ์หนัง PK อินเดียตัวพระแซ่บ เรื่องในหนังแซ่บกว่า!

วิจารณ์หนัง PK อินเดียตัวพระแซ่บ เรื่องในหนังแซ่บกว่า!
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

 

หลังจากที่ Dhoom 3 ที่เป็นหนังอินเดียฟอร์มยักษ์เข้าฉายในบ้านเราไปเมื่อปีที่แล้ว แต่เมื่อเข้าฉายในวงกว้างแล้วเสียงตอบรับยังคงค่อนข้างเงียบ น่าเสียดายพอสมควรที่การประชาสัมพันธ์ออกจะไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ผิดกับหนังรักโรแมนติกอีกเรื่องอย่าง The Lunch Box ที่เป็นหนังเกือบจะอินดี้ ตัวละครไม่ได้มีการร้องเล่นเต้นรำตามขนบหนังอินเดียแต่กลับได้รับการพูดถึงจนกลายเป็นกระแสอยู่ช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

สำหรับ PK ถ้าใครพอจะทำการบ้านมาก่อนไปดูหนังจะพบว่าหนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจในตัวหนังเองสูงมาก เพราะมันหยิบเอาเรื่องประเด็น “ความเชื่อ” ของมนุษย์อย่างเรื่อง “พระเจ้า” มาตั้งคำถามถึงการมีอยู่และการ “ทำหน้าที่” ของสถาบันศาสนาในแต่ละประเทศได้อย่างคมคาย ใสซื่อ แต่ไม่ก้าวร้าวและที่สำคัญมันนำเสนอได้อย่างน่ารัก ตลกขบขันจนน้ำตาเล็ดกันเลยทีเดียว “ไอฟาย แต้งค์กิ้วเลิฟยูว์” ที่ว่าแน่ยังแพ้มุกตลกในหนังเรื่องนี้!!! 

PK บอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาว(อาเมียร์ ข่าน) ที่ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อสำรวจความเป็นอยู่ของมนุษย์ แต่แล้วเขากลับโดนขโมยรีโมทเรียกยานอวกาศไป ทำให้เขาต้องออกตามหารีโมทเพื่อจะได้กลับบ้าน แต่เมื่อเขาไปถามใครๆก็มีแต่คนบอกว่า "พระเจ้าเท่านั้นแหละที่จะนำรีโมทมาคืนให้ได้” ด้วยความใสซื่อประหนึ่งเด็กวัย 3 ขวบเขาเลยออกตามหาพระเจ้า แต่เมื่อยิ่งหาก็ยิ่งงง เพราะพระเจ้ามีหลายพระองค์เหลือเกิน แล้วตกลงองค์ไหนกันแน่ที่จะช่วยตามรีโมทของเขากลับมาได้

ตัวละครอย่าง PK นั้นเป็นภาพแทนของการถามถึงว่าเหตุใดผู้คนถึงได้พยายามร้องขอหรือวิงวอนถึงพระเจ้าในการเป็นที่พึ่งพาหรือขอความช่วยเหลือ แต่ถึงแม้เขาจะพยายามทุกวิถีทางมากเพียงใด เขาก็ไม่ได้พบกับรีโมทที่หายไปสักที ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถพิเศษในการทำตัวกลมกลืนกับมนุษย์ PK ก็เลือกจะใช้พลังพิเศษในการสัมผัสเพื่อซึมซับเอาความทรงจำมาจากคนที่เขาได้จับมือด้วย เลยทำให้ PK เรียนรู้ความเป็นมนุษย์และวิถีการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ 

วันหนึ่งจักกุ(อนุชกา ชาร์มา) พิธีกรสาวประจำช่องรายการโทรทัศน์เกิดสะดุดตาในพฤติกรรมของ PK เธอเลยพยายามจะโน้มน้าวให้เขาไปออกรายการและตั้งคำถามถึงนิกายหนึ่งของศาสนดา(สมมติ) ที่บ้านของเธอนับถืออย่างไม่ลืมหูลืมตา แน่นอนว่าสิ่งที่ PK พยายามตั้งคำถามมันกระทบต่อศรัทธาของคนหลายคน แต่มันก็ทำให้คนอีกหลายคน “ตาสว่าง” ขึ้นมาจริงๆว่าสิ่งที่พวกเขาทำกันอยู่นั้นเป็นเรื่องของ “ศาสนาเชิงพาณิชย์” หาใช่วิธีการแก้ปัญหาของชีวิตในครรลองที่ควรจะเป็น 

หลายอย่างในหนังเรื่องนี้ได้ทำให้คนดูได้มีโอกาสฉุกคิดว่า ทุกวันนี้เรากำลังเชื่อในสรรพสิ่งต่างๆโดยปราศจากการตั้ง “คำถาม” กับมันหรือเปล่า ถ้ามีโอกาสก็อยากเชียร์ให้คนไปดูกันนะครับ เพราะนอกจาหนังจะบันเทิงมากๆแล้วยังมีประเด็นในเรื่องที่น่าสนใจชวนขบคิดเต็มไปหมด มันเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดในอินเดียของปีที่แล้วด้วย 

*** หนังเข้าฉายเฉพาะเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์เท่านั้น****

@พริตตี้ปลาสลิด

5 คะแนนจาก 5 คะแนน