วิจารณ์หนัง TAKEN 3 ลุงเลียมยังไหว !?

วิจารณ์หนัง TAKEN 3 ลุงเลียมยังไหว !?
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

 วิจารณ์หนัง TAKEN 3 ลุงเลียมยังไหว ? 

 

 

อุตสาหกรรมหนังฮอลลีวูดจะว่าไปแล้วก็น่าเศร้าที่หนังพล็อตเรื่องใหม่ๆมักจะไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าที่ควร เทรนด์ปัจจุบันจึงวนเวียนอยู่แค่กับการต่อยอดความสำเร็จด้วยการสร้างภาคต่อ – รีเมคหนังเก่า – รีบูตหนัง – หนังจากวรรณกรรม วนเวียนกันไม่รู้จักจบสิ้น แน่นอนว่าสตูดิโอมองเรื่องกำไรเป็นหลัก แต่ในขณะเดียวกันผู้ชมก็วนเวียนอยู่ในความซ้ำซากอย่างเต็มใจ และปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่าคนดูหนังส่วนมากมองหนังเป็นเครื่องมือสร้างความ “บันเทิง” มากกว่าจะมองหนังในแง่มุมอื่นๆ 

 

TAKEN 3 ก็จัดเป็นหนึ่งผลผลิตจากสตูดิโอที่มองเรื่องกำไรมาก่อนอีกเช่นกัน เพราะหลังจากที่หนังภาคแรกเกิดประสบความสำเร็จแบบไม่ได้ตั้งใจ และกลายเป็นหนังฮิตมากตอนที่มันออกแผ่นดีวีดี รวมไปถึงการฉายทางเคเบิ้ลส่งผลให้ดาราระดับ B รองๆ (ทั้งที่ฝีมือของเลียม นีสันนั้นฟูมฟักมาอย่างยาวนานและในแวดวงหนังรางวัลต่างก็รู้จักแกดี) กลับโด่งดังเป็นพลุแตกและกลายเป็นแอ็คชั่นสตาร์คนใหม่ขึ้นมาทันที

 

จะว่าไปแล้วเรื่องราวในหนังภาคล่าสุด แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนังสองภาคแรกเท่าไหร่ด้วยซ้ำไป กล่าวง่ายๆคือถึงมันจะไม่ได้ชื่อว่า TAKEN 3 คนที่ไม่ได้ดูหนังสองภาคแรกมาก็ยังดูรู้เรื่องและความเชื่อมโยงของตัวละครก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องทำการบ้านมาก่อนขนาดนั้น จริงๆมันสรุปสั้นได้เลยด้วยซ้ำว่าหนังภาคแรกและภาคสองคนในครอบครัวของไบรอัน มิลล์(เลียม นีสัน) ถูกลักพาตัวไป อดีตสายลับเลยต้องงัดฝีมือมาเพื่อช่วยครอบครัวของตัวเองให้กลับมาปลอดภัยกันอย่างพร้อมหน้า

 

 

ขี้คร้านว่าถ้าหนังภาคนี้จะกลับไปเล่าเรื่องแบบสองภาคแรกคงไม่มีใครอยากจะดู หนังเลยเขียนพล็อตใหม่ว่าให้ภรรยาของไบรอันโดนฆาตกรรมและพระเอกของเรื่องก็ถูกใส่ความว่าเป็นฆาตกร เขาเลยต้องหลบหนีเพื่อพิสูจน์ความจริง ทว่าน่าเสียดายตรงที่วิธีการฆาตกรรมซึ่งปรากฏอยู่ในหนังนั้น แทบจะเรียกได้ว่าตัวละครแทบไม่ต้องวิ่งหนีให้เหนื่อยเพื่อพิสูจน์ความจริงด้วยซ้ำถ้าหากใช้ “สติ” คิดอย่างถี่ถ้วน

 

อันที่จริงความสนุกของหนังภาคนี้คือการที่ทีมงานพยายามสับขาหลอกคนดู ทั้งที่จริงแล้วถ้าหากคนผ่านตามากับหนังแนวตัวเอกถูกใส่ร้ายป้ายสี น่าจะพอคาดเดาได้ว่าผู้ร้าย “ตัวจริง” เป็นใคร ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอายุที่มากขึ้นของนักแสดงนำอย่างเลียม นีสันทำให้ฉากต่อสู้นั้น การตัดต่อมุมกล้องจึงรวดเร็ว ฉึบฉับ ไวจนน่าเวียนหัว แต่อย่างไรก็ตามทีเราก็กล่าวได้ว่าฉากต่อสู้ในหนังก็ยังคงดูสนุกเพลิดเพลินอยู่ดี 

 

แม้ว่าในส่วนของบทภาพยนตร์จะไม่มีอะไรน่าสนใจเลยก็ตาม 

 

ยกให้ 2 คะแนนจาก 5 คะแนน

@พริตตี้ปลาสลิด