วิจารณ์หนัง EXODUS: GODS AND KING: ผู้วิเศษหรือคนวิกลจริต

วิจารณ์หนัง EXODUS: GODS AND KING: ผู้วิเศษหรือคนวิกลจริต
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

วิจารณ์ EXODUS: GODS AND KING: ผู้วิเศษหรือคนวิกลจริต

 

ว่ากันตามตรงหนังของผู้กำกับริดลีย์ สก็อตต์นั้นไม่ได้มีจุดประสงค์สร้างขึ้นเพื่อสดุดีศาสนาคริสต์ หรือแม้กระทั่งอยากจะโชว์อิทธิปาฏิหาริย์ของโมเสสเองก็ตาม ด้วยท่าทีของหนังและสายตาที่ผู้กำกับเล่าเรื่องราวนั้นเรียกได้ว่ามีความแตกต่างในเชิงรายละเอียดปลีกย่อยกับตัวพระคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือกระทั่งผลงานหนังคลาสสิคของซีซิล บี เดอมิลล์ ผู้กำกับชั้นครูกับ The Ten Commandments ในปี 1956 หรือแม้กระทั่งผลงานแอนิเมชั่นของค่ายดรีมเวิร์กอย่าง The Prince of Egypt (ซึ่งเอาเข้าจริงๆแม้กาลเวลาจะผ่านไปแต่ดูเหมือนผู้คนจะจดจำกันได้แต่เพลงประกอบภาพยนตร์ When You Believe ที่มารายห์ แครี่ร้องคู่กับวิทนีย์ ฮูสตันผู้ล่วงลับ)

 

EXODUS: GODS AND KING เปิดเรื่องราวมาที่ช่วงเวลาที่โมเสสและรามเสสเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทั้งสองเป็นพี่น้องที่ดูเหมือนจะสนิทชิดเชื้อกันพอสมควร เหตุการณ์สำคัญก็คือเมื่อเทพพยากรณ์ได้ทำนายทายทักว่าในสนามรบที่ทั้งสองจะต้องออกไปต่อกรกับพวกฮิทไตท์ที่พกทัพมาจะเข้าโจมตีอียิปต์ “เมื่อคนหนึ่งพลาด อีกคนจะเข้ามาช่วยเหลือไว้และเขาจะได้เป็นใหญ่ในภายภาคหน้า”  ในสนามรบรามเสสเกิดเพลี่ยงพล้ำให้กับศัตรู และโมเสสได้เข้ามาช่วยเหลือเขาได้ทันเวลา แต่นั่นทำให้รามเสสเกิดนึกถึงคำพยากรณ์ขึ้นมาและจับคันธนูขึ้นเพื่อจะยิงศรใส่โมเสส เพราะเขาคิดว่าโมเสสอาจจะเป็นคนที่ขึ้นบัลลังก์กษัตริย์แทนเขา 

 

เหตุการณ์ในวันนั้นเริ่มก่อชนวนแห่งความขัดแย้งระหว่างทั้งสอง เวลาผ่านไปไม่นานเมื่อพระบิดาของรามเสสสิ้นชีพตามอายุขัย ทำให้รามเสสต้องขึ้นครองราชย์ การขึ้นเป็นกษัตริย์ของเขาเป็นไปอย่างชอบธรรม ทว่าฝีมือในการบริหารจัดการนั้นยังเรียกได้ว่าอ่อนหัดและต้องอาศัยความช่วยเหลือจากโมเสส ทว่ารามเสสเป็นคนหูเบาและมีขุนนางที่ต้องการจะกำจัดโมเสสไปให้พ้นทาง เรื่องราวทางสายเลือดของโมเสสจึงโดนขุดคุ้ยขึ้นมาว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่เชื้อสายราชวงศ์แต่เป็นลูกทาสชาวฮิบรูที่ถูกเก็บมาจากตะกร้าริมน้ำ เป็นผลให้โมเสสต้องถูกเนรเทศออกจากเมืองไป 

 

 

เหตุการณ์ต่อจากนี้โมเสสได้พบกับเมืองเล็กๆที่เลี้ยงแกะเป็นอาชีพ เขาได้แต่งงานและมีลูกกับหญิงคนหนึ่ง ก่อนวันหนึ่งเขาก็เหมือนจะได้รับโองการจากพระเจ้า(ในรูปลักษณ์ของเด็กคนหนึ่ง) ให้เดินทางกลับไปช่วยเหลือชาวฮิบรูที่ตกเป็นทาสของชาวอียิปต์ซึ่งถูกกดขี่และใช้แรงงานอย่างหนักเพื่อสร้างพระราชวังใหม่ของรามเสส จุดเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้เขาต้องเดินทางกลับยังนครที่เขาถูกเนรเทศออกมา 

 

ความน่าสนใจของหนังเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่การปรากฏตัวของพระเจ้า เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น “ภายหลัง” จากหินถล่มมากระแทกหัวของโมเสส ซึ่งความเคลือบแคลงของผู้กำกับหนังเผยออกมาให้เห็นว่านิมิตของโมเสสกับการเห็นพระเจ้านั้นอาจจะเกิดจากสมองกระทบกระเทือนหรือเขาเห็นพระเจ้า(แบบที่คนอื่นไม่เห็นจริงๆ) 

 

ด้วยสายตาแบบการตั้งข้อสงสัยของผู้กำกับริดลีย์ สก็อตต์ ตามไบเบิ้ลเหตุอาเพศที่เกิดขึ้นกับเมืองอียิปต์ที่เริ่มต้นขึ้นจากการที่จระเข้ในแม่น้ำไนล์เกิดกัดกินกันเองจนทำให้แม่น้ำเปลี่ยนแปลงเป็นสีเลือด จน “ทำให้เกิดเหตุต่อเนื่อง” ด้วยการที่เหล่าสัตว์น้ำก็พากันล้มตาย ซึ่งเหตุการณ์แต่ละอย่างนั้นตัวผู้กำกับเหมือนจะพยายามโน้มน้าวให้คนดูเชื่อว่า “ปรากฏการณ์” เหล่านี้ยังยืนอยู่บนพื้นฐานของหลักการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นเรื่อเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด 

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าทุกอย่างในหนังจะถูกคละเคล้าระหว่างวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์ก็ตาม เพราะฉากไฮไลท์ท้ายเรื่องอย่างตอนทะเลแดงนั้น ก็ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาในมุมมองของปาฏิหาริย์ น้ำในทะเลแดงลดลงราวกับปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงเป็นเวลาชั่วคราว มากกว่าในเวอร์ชั่นอื่นๆที่โมเสสปักไม้เท้าปังแล้วทะเลแดงก็แหวกออกเหมือนเป็นม่านน้ำ 

 

อีกหนึ่งฉากที่น่าจดจำไม่แพ้กัน ก็คือฉากหลังจากที่ชาวฮิบรูรอดพ้นจากกองทหารอียิปต์มาได้สำเร็จแล้ว พวกเขาก็เฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนานจนพระเจ้า(ในร่างเด็ก) ถึงกับส่ายหน้าไม่พอใจและเป็นผลสืบเนื่องให้โมเสสได้รับโองการให้เขียน “แผ่นหินบัญญัติสิบประการ” ขึ้นมาเพื่อเป็นคำสอนให้กับชาวฮิบรู 

 

โดยรวมแล้ว EXODUS: GODS AND KING ไม่ใช่หนังที่รีเมคงานเก่า แต่มันคือการเลือกตีความตำนานในมุมใหม่ แม้มันอาจจะไม่ได้โดดเด่นในแง่ของบท แต่งานโปรดักชั่นของเรื่องเรียกได้ว่าคุ้มค่าและเหมาะอย่างยิ่งที่จะรับชมปรากฏการณ์นี้ในโรงภาพยนตร์ 

 

มอบให้ 4 ดาวจาก 5 ดาว 

@พริตตี้ปลาสลิด