วิจารณ์หนัง Whiplash เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

วิจารณ์หนัง Whiplash เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

วิจารณ์ Whiplash เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

 

 

หนังอย่าง Whiplash พูดกันตามตรงเลยว่าหนังไม่น่าจะสามารถทำตลาดวงกว้างได้เท่าไหร่ เพราะหน้าหนังฟอร์มเล็กเหลือเกินและแน่นอนตลาดคนดูหนังบ้านเราก็น้อยนักที่จะเสพย์งานสเกลระดับนี้สืบเนื่องมาจากราคาค่าบัตรและการประเมินความคุ้มค่าในการ “พูดต่อ” หลังหนังจบ แน่ล่ะว่าหนังสเกลเล็กๆมันย่อมมีความ “ตื่นตาตื่นใจ” น้อยกว่าหนังอย่าง Interstellar แน่นอน ทำให้หนังกลุ่มนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนน้อยกว่าที่มันควรจะได้รับมาตั้งแต่ไหนแต่ไร 

ตัวหนังอย่าง Whiplash บอกเล่าเรื่องราว แอนดรูว์ (ไมลส์ เทลเลอร์ จาก Divergent) มือกลองหนุ่มวัย 19 ปี ที่ต้องการเป็นมากกกว่าฉากหลังในวงดนตรี โดยความฝันในการเป็นมือกลองระดับโลกก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเขาถูกค้นพบโดย เทอเรนซ์ เฟลชเชอร์ (เจเค ซิมมอนซ์) ครูสอนดนตรีที่มีวิธีการสอนที่เข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นถึงพรสวรรค์ที่อยู่ในตัวเด็กคนนี้ ถึงแม้ว่าเขาต้องการเป็นนักดนตรีที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่ แอนดรูว์ ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจก็คือ เทอเรนซ์ ไม่ต้องการสิ่งอื่นใดนอกจากความสมบูรณ์แบบ และก็พร้อมที่จะทำลายใครก็ตามที่ทำให้วงดนตรีของเขาไม่ได้เป็นที่หนึ่ง นี่คือการเดินทางที่ฝ่านรกเพื่อที่จะไปถึงสวรรค์ แอนดรูว์ จะต้องก้าวข้ามผ่านอุปสรรคมากมายเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายที่เขาตั้งใจไว้

 

 

ตัวหนังมีสไตล์การเล่าเรื่องแบบ Coming of Ages นั่นคือตัวละครอย่างแอนดรูวส์จะได้เผชิญกับความยากลำบากในการฝึกฝนฝีมือของตัวเองเพื่อพัฒนาศักยภาพของเขาให้รุดหน้าขึ้นไปและทำให้เทอเรนซ์สามารถเลือกและมองเห็นความสามารถในตัวเขา ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลย แต่แทนที่ผู้กำกับอย่างเดเมี่ยน ชาร์เซลลียจะเล่ามันออกมาแบบเถรตรงตามสไตล์ของมัน เขากลับเลือกจะใส่เข้มข้น เร้าอารมณ์สุดระทึกใจด้วยการทำให้ตัวละครเทอเรนซ์เป็นครูสอนดนตรีที่มีความเป็นเฟอร์เฟคชั่นนิสในตัวเองจนล้นทะลัก

ต้องขอบคุณการแสดงของเจเค ซิมมอนซ์ที่เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะต้องติดโผในสาขานักแสดงสมทบชายในช่วงงานประกาศรางวัลในต้นปีหน้าตามสถาบันต่างๆอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าฉากเร้าอารมณ์จากการเคี่ยวกรำของตัวละครเทอเรนซ์ในการตีกลองนั้นกลายเป็นฉากที่ชวนลุ้นจนแทบจะไม่ติดเก้าอี้จนเราหลงลืมไปเลยว่านี่เรากำลังนั่งดูฉากฝึกความสามารถ หาใช่ฉากที่มีการสาดกระสุดกันอย่างบ้าคลั่งในฉากแอ็คชั่น 

 

 

Whiplash ยังตั้งคำถามถึงเรื่องการเป็นครูและลูกศิษย์ได้น่าสนใจ ว่าบางทีความหวังดี(เกินไป)อาจจะกลับกลายเป็นความกดดันที่ผลักดันให้เด็กคนหนึ่งเดินไปยังขอบเหวซึ่งทางเลือกของพวกเขามีแค่กระโดดให้พ้นจากหน้าผาหรือถอยหลังกลับไป ซึ่งถ้าเด็กคนนั้นเลือกที่จะกระโดดไปแต่ไปไม่ถึงฝั่ง นั่นหมายความว่าโอกาสที่เขาจะร่วงลงไปในเหวก็มีสูงพอๆกัน มีอยู่ฉากหนึ่งที่เทอเรนซ์เดินเข้ามาในคลาสแล้วบอกเล่าเรื่องการจากไปของลูกศิษย์ตนว่าหลังจากที่เขาประสบความสำเร็จแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขา “จากโลกนี้” ไปก่อนเวลา ทำให้น้ำตาของเทอเรนซ์ก็ไหลนองเบ้าตา สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะบางประการของตัวละคร 

อันที่จริงตัวหนังจัดได้ว่ามีความบันเทิง เร้าอารมณ์ ด้วยองค์ประกอบศิลป์โดยเฉพาะดนตรีประกอบที่เรากล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่ามันช่วยทำให้อารมณ์ของคนดูพุ่งไปพร้อมๆกับกราฟความน่าสนใจของเรื่อง ฉากโซโล่กลองของตัวเอกเรียกได้ว่าลุ้นระทึกและสั่นสะท้านคนดูไปพร้อมๆกัน และแน่นอนว่าอรรถรสสูงสุดในการฟังก็คือการดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้นครับ

 

@พริตตี้ปลาสลิด

มอบให้ 4.5/5 คะแนน