วิจารณ์หนัง Dracula Untold

วิจารณ์หนัง Dracula Untold
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

วิจารณ์ Dracula Untold 

 

การหยิบตัวละครในโลกวรรณกรรมที่มีอยู่เดิมเอามาตีความใหม่นั้นจัดได้ว่าเป็นการเพิ่ม “คุณค่า” ในการนำของที่มีอยู่เอามานำเสนอมุมมองใหม่ๆ ซึ่งไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ตามก็น่าจะเป็นผลดีต่อวงการวรรณกรรมโลกให้พัฒนาต่อเนื่องต่อไป (ไม่ว่าจะเป็นการดัดแปลงข้ามประเภทหรือประเภทเดียวกันก็ตามที) 

“Dracula” นิยายดังของบราม สโต๊คเกอร์ได้ตีพิมพ์ในปี 1897 หนึ่งในตัวละครอมตะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกวรรณกรรมแดร็กคูล่าก็จัดเป็นหนึ่งใน “คาแรกเตอร์” ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี อย่างน้อยมันน่าจะติดอยู่ในลิสต์ของ “ผีนานาชาติ” ที่เป็นสากลโลก ว่าด้วยเรื่องราวของเทพบุตรรูปงามที่จ้องจะดื่มเลือดจากคอของหญิงสาวเพื่อใช้ต่อลมหายใจของตัวเอง ตำนานของผีดูดเลือด ซึ่งมีปรากฏในแทบทุกวัฒนธรรมและภาษาทั่วโลก ตั้งแต่ลิลิตู ซัคคิวบัสแห่งบาบิโลเนีย ผู้นิยมกินเลือดเด็ก ไปจนถึงอาซาซาบอนแซมฟันเหล็กที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าของชาวอาชันติแห่งกานา อาจจะมีต้นกำเนิดตั้งแต่เมื่อหลายพันปีที่แล้ว แต่จนกระทั่งในศตวรรษที่ 10 ในยุโรปตะวันออก คำว่า “แวมไพร์” ถึงได้ปรากฏในภาษาสมัยใหม่เป็นครั้งแรก

อันที่จริงแล้วตำนานของแดร็กคูล่าเริ่มต้นและยืมเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็คือวลาดที่สาม แห่งวัลลาเคีย หรือคาซิกลู เบย์ (เจ้าชายจอมเสียบ) ในความเป็นจริงแล้ว มือเขียนบทได้นำข้อเท็จจริงเบื้องต้นมากมายเกี่ยวกับเจ้าชายผู้น่าสะพรึงกลัวผู้นี้

เนื้อหาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังเล่าเหตุการณ์ในปี 1462 ทรานซิลวาเนียกำลังดื่มด่ำกับช่วงเวลาสงบสุขภายใต้การปกครองที่ยุติธรรมของวลาดที่สาม เจ้าชายแห่งวัลลาเคีย(ลุค อีวานส์) ผู้เหนื่อยล้ากับสงคราม และมิเรนา (ซาราห์ กาดอน) ภรรยาผู้เป็นที่รัก แต่หลังจากนั้นไม่นานสุลต่านเมห์เม็ดที่สอง (โดมินิค คูเปอร์) สั่งให้มีการนำตัวเด็กชายชาววัลลาเคีย 1,000 คน รวมถึง อินเกรัส (อาร์ต พาร์กินสัน) บุตรชายของวลาดไปเป็นทหาร ด้วยเหตุผลนี้เองในเมืองที่ไม่มีกองกำลังทหาร ทำให้วลาตัดสินใจขายวิญญาณของตัวเองให้กับปีศาจเพื่อแลกกับพลังดุจชายร้อยคน แต่ทั้งหมดคือการที่เขาจะมีอาการกระหายเลือดมนุษย์ไม่มีวันจบสิ้น 

การตีความใหม่ครั้งนี้จัดได้ว่าน่าสนใจมาก เพราะหนังเลือกจะนำเสนอบริบทของ “ผู้ชาย” ในฐานะของกษัตริย์ที่ต้องดูแลบ้านเมือง นอกจากนี้เขายังต้องทำหน้าที่ของ “พ่อ” ไปพร้อมๆกัน ซึ่งแน่นอนว่าการดูแลบ้านเมืองที่กำลังโดนรุกรานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเขตแดนที่ไม่มีกำลังทหารเพียงพอสำหรับการต่อกรกับข้าศึก แต่ในฐานะของผู้นำบ้านเมืองแล้วการจะต้องเลือกที่จะส่งเด็กชายจำนวนมากเพื่อแลกกับสันติสุขนั้นก็เป็นเรื่องยากเย็นเกินกว่าจะรับได้เช่นกัน 

ในช่วงต้นเรื่องเราจะได้เห็นปมในอดีตก่อนที่วลาดจะกลายมาเป็นกษัตริย์ ชีวิตของเขาก็มีบาดแผลจากการถูกทารุณในกองทัพเมื่อสมัยยังเป็นเด็กมาเช่นกัน และแน่นอนว่า “ปมฝังใจ” จากในอดีตย่อมสร้างผลกระทบให้ปัจจุบัน ทำให้เขาตัดสินใจที่จะเลือกหนทางที่แตกต่างออกไป แต่นั่นก็หมายถึงความสงบสุขที่เขาจะต้องแลก 

ช่วงเวลาที่เขาต้องขายวิญญาณตัวเองเพื่อแลกกับพลังวิเศษนั้น วลาดไม่ได้ลังเลต่อการตัดสินใจเลย เพราะเขารู้ดีว่าบ้านเมืองและครอบครัวอันเป็นที่รักนั้นคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาเอง การที่ขายวิญญาณเพื่อแลกกับพลังพิเศษ ก็มีราคาค่างวดที่แพงเช่นกัน เมื่อชาวเมืองที่เคร่งในเรื่องศาสนากลับมองว่าเขาเป็นปีศาจร้าย และแน่นอนว่าวลาดก็ถูกต่อต้านและทำร้ายอย่างทารุณ ความน่าโมโหกลายเป็นชนวนที่ทำให้เขาก่นด่าชาวเมืองว่า พวกเขาเป็นบ้าอะไรกัน การมองว่าขายวิญญาณให้ปีศาจเพื่อปกป้องชาวเมืองนั้นคุ้มค่าจริงหรือเปล่า? 

แน่นอนว่า Dracula Untold ตั้งใจจะขายฉากแอ็คชั่นตื่นตาตื่นใจ แต่เนื้อแท้ของหนังยังน่าสนใจกว่าตรง “ทางเลือก” ของตัวละครที่ทำให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะท้ายที่สุดแล้วทางเลือกที่ตัวละครคิดว่า “ดี” กลับกลายเป็นต้นทุนราคาแพง เกินกว่าจะนำอะไรมาเยียวยาได้ 

แม้ฉากจบของเรื่องจะปูทางไปสู่การเล่าอะไรต่อยอดก็ตาม แต่นั่นมีความหมายนัยๆว่า โลกวรรณกรรมนั้นท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของตัวละครอาจจะจบลงแต่มันยังต่อยอดจินตนาการของผู้ชม(และผู้อ่าน) ได้เรื่อยไปไม่รู้จบ 

 

@พริตตี้ปลาสลิด

3.5 คะแนนจาก 5 คะแนน