GONE GIRL มหากาพย์ปั่นหัวคนดู

GONE GIRL มหากาพย์ปั่นหัวคนดู
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

GONE GIRL มหากาพย์ปั่นหัวคนดู

 

แม้ว่าตลาดหนังทริลเลอร์ในบ้านเราอาจจะไม่เฟื่องฟูสู้ฝั่งฮอลลีวูดสักเท่าไหร่นัก แต่หนังที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีของกิลเลียน ฟลินน์ เรื่อง Gone Girl ก็เต็มไปด้วยมุมมองที่น่าสนใจ ตัวหนังบอกเล่าไอเดียเรื่องของการแต่งงานที่ถูกเล่าผ่านมุมมองของสามีและภรรยา ซึ่งทั้งสองเรื่องเล่านี้ก็ดูไม่น่าเชื่อถือพอๆกัน

Gone Girl เป็นนิยายเล่มที่สามของกิลเลี่ยน ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ “เล่นซ่อนหาย” ซึ่งตัวผู้เขียนเองตั้งใจที่จะเล่าถึงความสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามี-ภรร ยา ธีมหลักๆของนิยายเล่มนี้คือเลือกจะเล่า “ความไม่ซื่อสัตย์” ของตัวละครผ่านมุมมองและความคิดของ นิกและเอมี่ ดันน์ ซึ่งเอาจริงๆแล้วตัวละครทั้งสองก็ดูไม่น่าไว้วางใจใครได้เลย ทั้งสองคนไม่เพียงแต่โกหกซึ่งกันและกัน แต่เสมือนว่าพวกเขายังโกหกรายละเอียดบางอย่างกับคนอ่าน(และคนดู) ด้วยอีกต่างหาก 

กิลเลียน ฟลินน์นอกจากจะเป็นผู้เขียนนิยายแล้ว ตัวเธอเองยังรับหน้าที่ในการเขียนบทภาพยนตร์อีกทอดนึงด้วยเธอตั้งใจที่จะนำเสนอว่าจริงๆแล้วการแต่งงานนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการหลอกกันเองระหว่างคนสองคน เพราะตอนสมัยที่กำลังจีบกันนั้นต่างคนก็ต่างพยายามจะนำเสนอด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา  ขณะที่คนที่คุณแต่งงานด้วยนั้น ตัวเองก็พยายามคาดหวังให้เขาสามารถยอมรับข้อเสียทั้งหมดของตัวคุณด้วยเช่นกัน แต่คนรักกันจะไม่มีวันได้เห็นข้อเสียเหล่านั้นจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ชีวิตแต่งงานอย่างแท้จริงไปแล้ว

สิ่งที่ผู้เขียนอย่างฟลินน์เลือกเอามาเล่าในหนังนั้นจัดได้ว่าเป็นประเด็นที่ค่อนข้างหนักอึ้ง มีเนื้อหาค่อนข้างรุนแรงต่อต้านสังคมและสนุกชวนติดตาม และแน่นอนว่าเรื่องราวมันจะต้องหักมุมชนิดที่คนดูต้องอ้าปากค้าง ซึ่งอันที่จริงแล้วเรื่องการหักมุมในหนังหรือนิยายนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด และตัวฟลินน์เองก็ตั้งใจจะบอกผู้อ่าน(ผู้ชม) เป็นนัยๆอยู่แล้วว่ามันจะมีการหักมุม เนื่องจากตัวเรื่องถูกใช้โครงสร้างแบบ “ผู้เล่าเรื่องที่ไม่น่าไว้วางใจ” (Unreliable Narrator) และ การใส่องค์ประกอบให้คนอ่านไขว้เขว (Red Herring) นั่นเอง