วิจารณ์หนัง PLANES 2 : Planes Fire & Rescue

วิจารณ์หนัง PLANES 2 : Planes Fire & Rescue
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

วิจารณ์ PLANES 2 : Planes Fire & Rescue

 

 

จะว่าไปแล้วเรื่องราวใน Planes ภาคแรกนั้น หนังบอกเล่าเรื่องราวของทะเยอทะยานของเครื่องบินพ่นยาฆ่าแมลงตัวเล็กจ้อยที่ดูไม่มีศักยภาพใดๆในการจะผันตัวเองให้กลายเป็นเครื่องบินแข่งความเร็วในระดับโลกได้เลย แต่ด้วยความพยายามและมุ่งมั่นอย่างแท้จริง เจ้าเครื่องบินดัสตี้ คร็อปฮ็อปเปอร์ (พากย์เสียงโดย เดน คุ้ก) จึงสามารถเอาชนะตัวเอง และลบคำสบประมาทจากเครื่องบินลำอื่นได้ในที่สุด ซึ่งจะว่าไปตัวหนังก็เล่าเรื่องของ “มวยรอง” ได้อย่างราบเรียบ ธรรมดา และแฟนหนังเคยชมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งว่ากันตามตรงแล้ว Planes ภาคแรกก็แทบจะไม่ได้แตกต่างอะไรจากแอนิเมชั่น Cars เลยในแง่ของพล็อตเรื่อง 

แต่ในยุคที่ผู้ชมภาพยนตร์แทบจะคาดเดาอะไรไม่ได้นัก Planes ภาคแรกกลับทำรายได้ทั่วโลกในระดับที่น่าพอใจ ทั้งที่ตอนแรกสตูดิโออย่างดิสนีย์ตั้งใจจะส่งมันลงตลาดดีวีดีเลยด้วยซ้ำไป เมื่อความ “ฟลุค” ที่เกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้ เลยกลายเป็นผลพลอยได้ที่ว่าสตูดิโอจึงต่อยอดแฟรนชายส์เครื่องบินนี้ออกมาเป็นภาคที่ 2 ในที่สุด 

เรื่องราวใน Planes: Fire & Rescue เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ดัสตี้ คร็อปฮ็อปเปอร์ค้นพบว่าอะไหล่ในเครื่องยนต์ของเขาเสียหายจนไม่สามารถจะซ่อมแซมได้อีก ความฝันในการไปชิงแชมป์ระดับโลกของเขาจึงพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เขาจึงเบนเข็มความสนใจในตัวเองไปเป็นเครื่องบินกู้ภัยและดับเพลิงแทน

แน่นอนว่าดัสตี้ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและพยายามจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิม ดัสตี้ได้ร่วมมือกับเบลด เรนเจอร์ เฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงและกู้ภัยเก๋าเกมและลูกทีมที่กล้าหาญของเขา ที่ประกอบไปด้วยดิปเปอร์ เครื่องบินดัดแปลงผู้มีชีวิตชีวา, วินด์ลิฟเตอร์ เฮลิคอปเตอร์ที่ทำหน้าที่ยกของหนัก, แค็บบี้ อดีตเครื่องบินขนส่งทางทหาร และกลุ่มรถวิบากผู้กล้าหาญ ในชื่อกลุ่มว่า พวกสโมคจัมเปอร์ และกว่าที่ดัสตี้จะสามารถฝึกฝนฝีมือในการกู้ภัยได้อย่างแท้จริงนั้น เขาก็ต้องผ่านบททดสอบมากมาย การก้าวเข้าสู่โลกที่การช่วยเหลือผู้อื่นมาก่อนทำให้ดัสตี้ต้องปรับทัศนคติจอม “แหกกฎ” ขนานใหญ่

การก้าวออกจากกรอบเดิมๆ คือใจความสำคัญของหนังภาคแรกที่ผลักดันให้ตัวละครอย่างดัสตี้สามารถจุดไฟฝันและสามารถเดินไปสู่ความฝันที่เขาวาดหวังเอาไว้ได้สำเร็จลุล่วง แต่แน่นอนว่าชัยชนะที่หอมหวานนั้นมักจะผ่านมาและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับตัวดัสตี้นั้น หากเปรียบเทียบแล้ว เขาก็เป็นเหมือนนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกที่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็พบว่าตัวเองไม่สามารถจะกลายเป็น “นักกีฬา” ได้อีกแล้ว ซึ่งหากเปรียบให้ใกล้เคียงกับชีวิตมนุษย์แล้ว มันก็คือช่วงเวลาแห่งการ “เสียศูนย์” และต้องตั้งหลักครั้งใหม่ในชีวิตนั่นเอง 

ดัสตี้เหมือนกับคนที่ล้ม แต่เขาก็ต้องหาจุดยืนครั้งใหม่ การเดินหน้าเปลี่ยนแปลงไปเป็นเครื่องบินกู้ภัยนั้นเปรียบเสมือนการเยียวยาบาดแผลของตัวเองอย่างช้าๆ และพยายามค้นหา “คุณค่า” ของชีวิตที่เหลืออยู่นั่นเอง และการที่ดัสตี้ไม่ยอมที่จะกลับไปเป็นเครื่องบินพ่นยาฆ่าแมลงแบบเดิมนั้นก็เพียงเพราะว่า เขาได้เดินก้าวผ่านอะไรมาไกลเกินกว่าจะกลับไปย่ำอยู่ที่จุดเดิมๆนั่นเอง

แต่การที่ดัสตี้เข้ามาสู่โลกของการ “ทำงานเป็นทีม” นั้น ความหัวรั้น หัวดื้อ จอมทะเยอทะยาน เป็นผลให้เขาไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ไวอย่างที่ควรจะเป็น ตัวละครอย่างดัสตี้ไม่ต่างอะไรจากบุคคลที่ยังคงยึดติดในความสำเร็จของตัวเอง จนไม่ค่อยอยากจะยอมรับคนอื่น จนกระทั่งเขาได้เรียนรู้บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่เมื่อเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์เบลด เรนเจอร์ ต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อปกป้องชีวิตของดัสตี้ นั่นทำให้เขารับรู้ว่าการเชื่อฟังคนที่มีประสบการณ์มากกว่าบางครั้งมันก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน 

Planes: Fire & Rescue นำเสนอเหตุการณ์หลังจากความสำเร็จของเครื่องบินลำหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ ในขณะเดียวกันมันก็พูดถึงการเยียวยาบาดแผลของชีวิตได้ดูเพลินๆ และที่สำคัญตัวหนังยังมีอารมณ์ขันที่พัฒนามุกตลกมาดีกว่าภาคแรก แม้ว่าเรื่องราวทุกอย่างในเรื่องจะเดินตามสูตรสำเร็จเดิมๆที่เราชมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม ก็เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังภาคนี้ก็เป็นหนังที่เจาะกลุ่มตลาดเด็กๆ ที่อาจจะยังไม่ได้ผ่านร้อนหนาวมามากเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยหนังก็ให้กำลังใจกับผู้ชมทุกวัยว่า “ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ” นั่นเอง 

 

ยกให้ 2 คะแนนจาก 5 คะแนน 

@พริตตี้ปลาสลิด