วิจารณ์หนัง DELIVER US FROM EVIL

วิจารณ์หนัง DELIVER US FROM EVIL
S! Movie

สนับสนุนเนื้อหา

วิจารณ์หนัง DELIVER US FROM EVIL


สิ่งที่เราพอจะหยิบมาอธิบายกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังอย่าง DELIVER US FROM EVIL นั้นคือมันมีบรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจและมีสภาพหลอกหลอนคนดูอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งหนังยังใช้การเร้าอารมณ์ผู้ชมด้วยการโจมตีด้วยซาวน์โครมครามหูแตก จนทำให้คนดูผวาไปตามๆกัน 

เรื่องราวในหนังบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตำรวจนิวยอร์กชื่อว่า ซาร์ซี่ (รับบทโดยอีริค บานา) เขาเป็นตำรวจที่ทุ่มเทเวลาให้กับหน้าที่การงานจนทิ้งครอบครัวเอาไว้เบื้องหลัง เขามีเซนส์บางอย่างที่ไวต่อเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับอาชญากรอย่างไม่น่าเชื่อ เขามีคู่หูในการออกปฏิบัติภารกิจอย่างบัทเลอร์(รับบทโดย โจเอล แม็คเฮล) ตำรวจที่ดูถนัดในเรื่องการลงไม้ลงมือก่อนที่จะใช้ความคิด 

ชีวิตครอบครัวของซาร์ซี่ก็ดูลุ่มๆดอนๆโดยเฉพาะช่วงเวลาระยะหลังๆที่เขาเหมือนจะทุ่มเทให้กับงานจนลืมให้เวลากับลูกสาว(ลูลู่ วิลสัน) และศรีภรรยา(โอลิเวีย มุนน์) ซึ่งคดีที่เขาจะต้องเข้าไปพัวพันด้วยครั้งนี้เขาตะต้องไปสืบคดีแถวๆย่านบรองซ์ที่มีสภาพสกปรกและดูทึมๆ บรรยากาศไม่ค่อยน่าไว้วางใจและเอื้อต่อการเกิดอาชญากรรมอยู่ไม่น้อย

ระหว่างที่สืบคดีประหลาดอยู่นั่นเอง สองตำรวจคู่หูก็เริ่มสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากลของแต่ละเหตุการณ์ ซึ่งคดีทั้งสามนั้นล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นอย่างน่าประหลาด ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีทั้งเรื่องของอดีตทหารผ่านศึกจากประเทศอิรักที่มักจะซ้อมภรรยาของตัวเอง แต่ช่วงเวลาที่ทำคดีอยู่นั้นเขาก็ต้องแวะไปทำอีกคดีเมื่อมีหญิงสาวเสียสติโยนลูกของตัวเองเข้าไปในกรงสิงโตในสวนสัตว์ และเธอก็เหมือนมีอาการทางจิตอยู่กลายๆ ทว่าคดีทั้งสองยังไม่ทันจะคลี่คลาย ทั้งสองก็ได้รับแจ้งเพิ่มเติมอีกว่าครอบครัวชาวอิตาเลียนครอบครัวหนึ่งได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นมาจากใต้ถุนบ้านหลังจากที่เขาได้เรียกช่างประปามาซ่อม

ไม่นานนักซาร์ซี่ก็มองเห็นความเชื่อมโยงบางประการของคดีทั้งสาม ว่าคดีทั้งหมดนั้นเกี่ยวพันกับนายทหารทั้งสามคนที่ได้ไปพบกับคำสาปประหลาดในถ้ำของอิรักและมันก็เหมือนจะติดตัวพวกเขากลับมา ระหว่างที่ซาร์ซีกำลังมืดแปดด้านเขาก็ได้พบกับนักบวชนิกายคาทอลิกที่ติดบุหรี่อย่างหนัก โจ เมนโดซ่า (เอ็ดการ์ รามิเรซ) ที่น่าจะเป็นความหวังที่ช่วยไขปริศนาที่เกิดขึ้นทั้งหมด จนเมื่อทุกอย่างเริ่มจะคลี่คลายซาร์ซี่ก็พบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้สามารถใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย แต่เป็นเรื่องของไสยศาสตร์ล้วนๆ 

ผู้กำกับสก๊อตต์ เดอร์ริคสัน ผู้ผ่านผลงานอย่าง Sinister, The Exorcism of Emily Rose ถือได้ว่าเขาแม่นยำในการจับจังหวะที่จะเร้าอารมณ์ของผู้ชมได้ไม่เลว การใช้เทคนิคการถ่ายภาพที่ค่อนข้างหลากหลายมุมมองยิ่งเร้าจินตนาการและสร้างความน่าหวาดผวาให้กับผู้ชมได้ไม่เลว เหตุการณ์น่ากลัวมากมายที่เกิดขึ้นในเรื่อง บอกได้ว่าค่อนข้าง “น่ากลัว” แต่ในขณะเดียวกันเมื่อร้อยทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ในพาร์ทดราม่าของตัวหนังกลับดูน่าเบื่อ แห้งแล้งไร้มิติ และความล้นๆของฉากสยองขวัญบางฉากที่ดูไม่มีความจำเป็นต่อตัวหนังเท่าที่ควร จนดูเหมือนถูกใส่เข้ามาเพื่อโจมตีให้คนดูตกใจเล่นแล้วก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับตัวหนังอีก

เอาเข้าจริงๆหนังก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่สำหรับแนวทางของหนัง “ไล่ผี” แต่หนังกลับหยิบลูกเล่นในแนวทางหนังตำรวจ-สืบสวนสอบสวน เข้ามาเพิ่มอรรถรสในการทำให้ผู้ชมสนุกไปกับการสืบคดีของพระเอก แต่น่าเสียดายมาก เมื่อเหตุผลทุกอย่างในการทำคดีของเขาถูกหักล้างด้วยแนวคิดแบบไสยศาสตร์ จนคนดูรู้สึกได้เลยว่าตลอดเวลา 1 ชั่วโมงที่เขาดูมานั้นช่างสูญเปล่าในการทำความเข้าใจกับหนังซะเหลือเกิน 

 

มอบให้ 3 คะแนนจาก 5 คะแนน

@พริตตี้ปลาสลิด